~ Tools ~

ยมท.ร่วมจัดตั้ง "สมาคมทนายความมุสลิมอาเซียน" PDF  | พิมพ์ |  อีเมล์

ยมท.ร่วมมือกับตัวแทนทนายความหลายประเทศในอาเซียน
จัดตั้ง “สมาคมทนายความมุสลิมอาเซียน” 
 


023s.jpg

     สมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทยร่วมมือกับตัวแทนทนายความหลายประเทศในอาเซียน จัดตั้ง “สมาคมทนายความมุสลิมอาเซียน” ที่ ประเทศมาเลเซีย หวังขับเคลื่อนงานด้านการเรียกร้องสิทธิและความถูกต้องให้กับประชาชนที่ไม่ ได้รับความเป็นธรรม โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้

    ประเด็นของการประชุมหารือครั้งนี้คือเรื่อง “ทนายความและการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” เพื่อวางแผน กำหนดประเด็น และแนวทางการปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ โดยความร่วมมือกันระหว่างสมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย (ยมท.) กับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวงการต่างประเทศ และศูนย์ทนายความมุสลิมมาเลเซีย โดยการประชุมจัดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์และรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย

    นายอับดุลอซิซ ตาเดอินทร์ หัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชน ยมท. ในฐานะประสานงานหลักของโครงการ กล่าวถึงความร่วมมือและผลที่ได้รับว่า เกินความคาดหวัง พร้อมทั้งอธิบายว่าการประชุมครั้งนี้เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาความคิด ยกระดับจิตสำนึกที่สร้างสรรค์ภายใต้ภาวะวิกฤติ ด้วยการสร้างความมั่นคงด้านสังคมภายใต้บริบทของนักกฎหมายที่มาเลเซีย

    “ทีมจากประเทศไทยไปกัน 10 คน มีทนายจากปัตตานี นราธิวาส ยะลา นักสิทธิมนุษยชน เจ้าหน้าที่ยมท.และเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการต่างประเทศ ได้ประชุมร่วมกับตัวแทนทนายและนักสิทธิมนุษยชนจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย พม่า กัมพูชา ฟิลิปปินส์ที่เคลื่อนไหวต่อสู้ในบริบทของแต่ละประเทศ และมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การแก้ปัญหาของแต่ละพื้นที่ เช่น อาเจะห์ในอินโดนีเซีย มินดาเนาในฟิลิปปินส์ ภาคใต้ของไทย และพูดถึงภาพรวมของแต่ละประเทศ”
021s.jpg    อับดุลอซิซ บอกว่า ผลของการประชุมมีการตกลงร่วมมือกันจัดตั้ง “สมาคมทนายความมุสลิมอาเซียน” โดยมีศูนย์กลางและสำนักงานเลขาธิการอยู่ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อขับเคลื่อนและประสานการทำงานของแต่ละประเทศ ส่งข่าวสารถึงกัน และทุก 3 เดือนจะมีการพบปะกันของแกนนำ

    “ตัว แทนของไทยมี 3 คนคือ คุณอดิลัน อาลีอิสเฮาะ เป็นตัวแทนทนายความ ผมเป็นตัวแทนนักสิทธิมนุษยชน และคุณพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ นักสิทธิมนุษยชนจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม”

    ประโยชน์ที่ได้รับจากการพูดคุยครั้งนี้เกินความคาดหวังและเป็นที่พอใจของ ทนายไทยเป็นอย่างมาก การแลกเปลี่ยนกันทำให้ได้ทราบปัญหาของแต่ละประเทศและนำมาปรับใช้กับเมืองไทย ได้เป็นอย่างดี

        “ทีแรกเราเพียงแค่อยากไปแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเปิดโลกทัศน์ของทนายไทยให้ กว้างขึ้น แต่ผลที่ได้รับกลับเกินคาด ทนายไทยทุกคนค่อนข้างพอใจที่ได้รับฟังการต่อสู้ของทนายจากหลายประเทศที่มี ปัญหาหนักกว่าบ้านเรา พวกเขาต่อสู้มายาวนาน เช่นที่อาเจะห์ สิ่งที่พวกเขาพบคือการเจรจาคือความสำเร็จ ไม่ต้องใช้อาวุธใดๆ หรืออย่างมินดาเนาที่ฟิลิปปินส์ซึ่งแยกตัวเองเป็นเขตปกครองพิเศษก็เจรจา สำเร็จ แต่มีข้อตกลง เช่น ภาษีและงบประมาณต้องมาจากส่วนกลาง”

    “เมื่อทนายของแต่ละประเทศรู้จักกันแล้วทำให้มีการประสานงานกันอย่างต่อ เนื่อง ความจริงข่าวสารของบ้านเราโดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนใต้พวกเขาไม่ได้รับรู้ ความเป็นจริงนอกจากข่าวที่ส่งผ่านสื่อทั่วไป ฉะนั้นเมื่อมีความร่วมมือเช่นนี้ย่อมดีกว่า และหากมีปัญหาอะไรที่เขาเคยประสบและแก้ได้ก็จะสามารถช่วยเราและนำมา ประสบการณ์มาจัดการกับปัญหาบ้านเราได้” หัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชน ยมท. กล่าว

    อับดุลอซิซ บอกด้วยว่า ปัญหาที่คนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยกำลังประสบอยู่ในเวลานี้ เป็นปัญหาที่เกิดเมื่อหลายสิบปีก่อนของบางประเทศ แต่ฟังแล้วก็ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นในบ้านของเรา

    “ปัญหาในบ้านเราที่มีอยู่ เช่น จับคนโดยใช้กฎหมายพิเศษอย่าง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548) เมื่อได้คุยกับทนายประเทศต่างๆ จึงรู้ว่าประเทศอื่นก็มีเหมือนกัน แต่เขาเคยประสบมาเป็นสิบปีแล้ว”

    “หรือ การต่อสู้กันด้วย อาวุธ ในหลายประเทศได้พัฒนาเป็นกองกำลังที่เข้มแข็ง มีการฆ่า บาดเจ็บ พิการมากมาย แต่สุดท้ายสำเร็จได้ด้วยการเจรจา แต่บ้านเรายังไม่ถึงขนาดนั้น ผมก็หวังให้รัฐบาลมีนโยบายที่มุ่งแก้ปัญหาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามา ขออย่าทะเลาะกันเองภายในเหมือนที่ผ่านมาจนลืมและทอดทิ้งปัญหาของที่นี่และ มุ่งแก้แต่ปัญหากรุงเทพฯ เนื่องจากเมืองไทยไม่ได้มีแค่กรุงเทพฯ” อับดุลอซิซ ฝากถึงรัฐบาล

     นอกจากแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องงานที่ทำ ทีมทนายไทยยังได้พบปะกับอีกหลายองค์กรในมาเลเซียที่เป็นประโยชน์ต่อความร่วม มือในด้านต่างๆ

    “เราได้พูดคุยกับองค์การยุวมุสลิมแห่งชาติมาเลเซีย ซึ่งเป็นองค์กรที่เข้มแข็งมาก มีโรงเรียนในทุกรัฐ มีนักวิชาการและการพัฒนาตลอดเวลา เขารับปากจะช่วยเหลือเราด้านเทคโนโลยี งบประมาณและบุคลากร นอกจากนั้นยังได้พูดคุยกับสมาคมคุ้มครองผู้บริโภคปีนัง หรือ CAP องค์กรนี้ทำงานรวดเร็ว เมื่อมีชาวบ้านมาร้องเรียนเรื่องสินค้าบริโภค เขาจะเอาเข้าห้องแล็บทันที เมื่อได้ผลการตรวจจะแจ้งให้บริษัทที่รับผิดชอบไปแก้ไข เป็นองค์กรที่ทำงานเข้มแข็งและเอาจริงเอาจังมาก ถ้าสินค้าตัวไหนได้รับการรับรองจาก CAP จะถือว่ามีความหมายมากกว่าเครื่องหมายฮาลาลเสียอีก”
022s.jpg    “อีกองค์กรหนึ่งที่ได้พบคือ Citizen International หรือซีไอ เขามีเครือข่ายทั่วโลก มีทนายช่วยเหลือชาวบ้านและรณรงค์ในทุกช่องทางเกี่ยวกับสื่อ ประมาณเดือน ก.พ.ปีหน้าจะมีโครงการนำสื่อมวลชนไทยในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ไปพูดคุยเรียนรู้ ตลอดจนนำเสนอข้อเท็จจริงในพื้นที่และจัดตั้งเป็นองค์กรเครือข่ายส่งข่าวสาร ระหว่างกันเพื่อนำเสนอเรื่องราวที่เป็นจริงไปทั่วโลกด้วย” อับดุลอซิซ ระบุ
        ในโอกาสที่ได้ไปเยือนมาเลย์ ทีมทนายไทยยังได้เข้าพบเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศมาเลเซีย และได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาแรงงานข้ามชาติที่ถูกมองจากทางการไทยว่าเป็น ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้น

    “พวก เราได้พูดคุยกับท่านเอกอัครราชทูตฯ ให้ได้รับรู้ข้อเท็จจริงทางภาคใต้ที่ท่านไม่เคยรับทราบมาก่อนถึงคดีที่มีคน มาร้องเรียนหลายร้อยคดี เรื่องความเป็นธรรมที่ชาวบ้านยังคลางแคลงใจ และประเด็นแรงงานข้ามชาติซึ่งเป็นประเด็นใหญ่ เน้นประเด็นที่คนไทยหนีร้อนไปพึ่งเย็นทางฝั่งมาเลเซีย ซึ่งส่วนมากเป็นเยาวชนที่ถูกกดดันจากเจ้าหน้าที่รัฐว่าเป็นแนวร่วมก่อความ ไม่สงบ อย่างที่ตากใบ (อ.ตากใบ จ.นราธิวาส) มีเป็นพันคนที่หนีไป เด็กพวกนี้เข้าไปขอความช่วยเหลือและทำงานในร้านต้มยำกุ้งของคนไทยที่เปิดกัน ทั่วมาเลเซียเป็นพันๆ ร้าน มีชมรมร้านต้มยำกุ้งที่รัฐบาลไทยสงสัยว่าส่งเงินมาใช้ก่อการร้ายในไทย”

    “เราได้บอกให้ท่านทูตให้ทราบว่าพวกเขาเหล่านั้นนำเงินกลับมาสร้างบ้าน ซื้อสวนยาง ส่งลูกเรียนหนังสือ แต่กลับกลายเป็นดาบสองคม ทั้งที่เขาทำงานสุจริต คนที่หนีไปก็ไปพึ่งคนพวกนี้ให้ช่วยได้ทำงานเสิร์ฟอาหาร ทำกับข้าว แม้จะได้เงินเป็นกอบเป็นกำ แต่พวกเขาก็อยากกลับบ้านเกิด”

    อับดุลอซิซ บอกอีกว่า เมื่อทีมทนายกลับจากมาเลเซีย ได้นำเรื่องนี้เข้าหารือกับผู้ใหญ่ของกองทัพภาคที่ 4 และผู้เกี่ยวข้องว่า ถ้าทางรัฐบาลมีนโยบายชัดเจนว่า หากคนที่ไปทำงานในมาเลเซียกลับเข้ามาแล้วจะปลอดภัย ไม่มีคดีอะไรติดตัว เพราะเป็นเพียงแค่ผู้ถูกสงสัยเท่านั้น ทางทีมทนายจะประสานกับชมรมต้มยำกุ้ง และไปรับคนเหล่านั้นกลับมา

    “ถ้า พวกเขามั่นใจ เขาจะกลับกันมาเยอะ แต่ไม่ใช่ไปหลอกเขา เพราะที่ผ่านมามีตัวอย่างที่มีนายหน้าพากลับมา ทหารไม่จับแต่ตำรวจจับเพราะมีหมายจับและมีคดีติดตัว ชาวบ้านจึงเข้าใจว่าทหารร่วมมือกับตำรวจหลอกมาให้ถูกจับ หรือถูกจับตายเพราะมีค่าหัว จึงไม่มีใครกล้ากลับมาถ้าไม่มีการรับประกันความปลอดภัย ถึงวันนี้ผมคิดว่าต้องเปิดทางให้ประชาชน ถ้าแก้ปัญหาตรงนี้ได้ก็จะช่วยให้เหตุการณ์ในพื้นที่ดีขึ้น” เขากล่าว

    การขับเคลื่อนขององค์กรทนายความและนักสิทธิมนุษยชนในครั้งนี้จะมีผลอย่างไร กับพื้นที่ชายแดนใต้และส่วนรวม เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป แต่ประเด็นสำคัญก็คือ หากรัฐมีนโยบายให้ความเป็นธรรมอย่างชัดเจน ก็จะมีคนไทยอีกจำนวนนับพันที่จากบ้านเกิดไปอยู่ต่างถิ่นต่างแดนอยากกลับคืน สู่มาตุภูมิ...
    ปัญหาอยู่ที่ว่ารัฐจะจริงใจมากน้อยแค่ไหน...เท่านั้นเอง!

   
วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม 2008 07:14น
    เลขา เกลี้ยงเกลา
    โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา