|
ชีวิตและสนามการทำงานเพื่ออิสลาม บันทึกการพบปะกับพี่น้องที่กรุงเทพฯ
โดย อัล อัค
ในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 4-5 วันที่ผ่าน ผมไปร่วมจัดโปรแกรมกับพี่ ๆ น้อง ๆ ที่พักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ทั้งที่เป็นคนกรุงเทพฯโดยกำเนิดและพี่น้องจากภาคใต้ที่ไปปักหลักอยู่ที่นั่น ... เป็นโปรแกรมที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นอย่างยิ่ง การใช้ชีวิตร่วมกันเหมือนเข้าค่าย มีการทำโปรแกรมความรู้ โปรแกรมเยี่ยมเยียน และแน่นอนว่าต่างก็มีเรื่องนำมาพูดคุยมากมาย มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีการเสนอปัญหาต่าง ๆ เข้ามา ... การปรึกษาหารือแบบไม่เป็นทางการได้ดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติ ทุกคนอยากพูดอะไรก็แสดงออกมาตรงไปตรงมา ไม่ต้องมีฟอร์มอะไร … หากจะนำเรื่องสนทนาทั้งหมดมากล่าวตรงนี้คงจะมีเป็นร้อยหน้า และแต่ละเรื่องสามารถนำไปถกอภิปรายต่อยอดกันได้อีกมากมาย แต่แนวหลักของการสนทนาคงวนเวียนอยู่ 2 แนวใหญ่ที่ไม่อาจแยกออกจากกัน แนวหนึ่งคือการใช้ชีวิตส่วนตัวของแต่ละคน แนวที่สองคือปัญหาและอุปสรรคในสนามการทำงานเพื่ออิสลาม ชีวิตส่วนตัวของแต่ละคน แนว พูดคุยที่เกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของแต่ละคนนั้น ไปไม่เกินเรื่องของ การทำมาหากิน ปัญหาในการตัรบียะฮฺลูก ๆ และความไม่ลงตัวระหว่างสามีกับภรรยา ซึ่งก็คงเป็นปัญหาเหมือนกับคนทั่ว ๆ ไป ... แต่ในฐานะนักกิจกรรมหรือเรียกให้เท่ว่า นักทำงานอิสลาม ก็มีโจทย์เข้ามาอีกว่า ทำอย่างไรให้ปัญหาเหล่านี้ถูกแก้ให้น้อยลง เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการทำงานอิสลาม ยิ่งคนที่แต่งงานแล้ว ก็เริ่มรู้สึกว่า ช่วงเวลาแห่งการทดสอบที่มีรุ่นพี่บอกกันไว้มาถึงแล้ว นั่นคือภาระความรับผิดชอบที่มีต่อครอบครัว ภรรยาและลูก ๆ กลายเป็นบททดสอบที่หนักหน่วงไม่น้อย ข้อเสนอสำคัญ (ในมุมมองของการทำงานอิสลาม) ที่มีต่อปัญหาครอบครัวและการใช้ชีวิตส่วนตัวก็คือ ขอทุกคนต้องดิ้นรนอย่างสุดใจ เพื่อจัดการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจที่หะลาลให้สอดคล้องกับความสามารถและความชอบส่วนตัว พร้อม ๆ กันนั้นทุกคนจะต้องเอาจริงเอาจังกับการตัรบียะฮฺกับลูกๆ โดยกระทำไปทั้งหมดด้วยการเหนียตว่าเป็นการสร้างฐานให้กับงานดะอฺวะฮฺของเรา มิใช่กระทำไปเพื่อเอาตัวรอดอย่างเดียว แบบที่ไม่ได้มีแนวคิดหรือหัวใจผูกพันกับสนามดะอฺวะฮฺเลย และความจริงแล้วการเอาจริงเอาจังเรื่องเหล่านี้ถือว่าเป็นการดะอฺวะฮฺใน ระดับเบื้องต้น ในระดับที่จำเป็นแล้วเช่นกัน ผมจึงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปชีวิตส่วนตัวและชีวิตครอบครัวด้วยการตั้ง “เหนียต” ไปที่การรับใช้ศาสนาของอัลลอฮฺ และใช้มุมมองของงานดะอฺวะฮฺสร้างทุกมิติของชีวิตให้เป็นงานดะอฺวะฮฺในระดับ ต่าง ๆ พูดตามภาษาแบบสมัยนิยมก็คือ ให้บูรณาการชีวิตทั้งหมดเข้ากับงานดะอฺวะฮฺ “เหนียต” ตรงนี้ไปพร้อม ๆ กับดิ้นรนสร้างชีวิตส่วนตัวและชีวิตครอบครัว มันทำให้เราแตกต่างกับพวกนักปัจเจกชนนิยมที่มองแค่ชีวิตตัวเอง ... แต่เราเชื่อมทุกระดับของชีวิตเข้ากับงานดะอฺวะฮฺ ผมได้เสนอให้เพิ่มและเน้นบทบาทของกลุ่มผู้หญิงให้มากขึ้น การสร้างดาอียะฮฺ(นักทำงานผู้หญิง)ต้องได้รับการให้ความสำคัญและใจใส่เท่าเทียมกับผู้ชาย และยังต้องยกระดับความสำคัญของการดะอฺวะฮฺในครอบครัวขึ้นไปอีก ผมเสนอต่อไปให้มีทีมงานจัดโปรแกรมตระเวนบรรยายให้ความรู้ตามบ้านหรือที่พัก ของพี่น้องที่มีครอบครัวแล้ว เพื่อเป็นการเริ่มต้นบูรณการชีวิตครอบครัวเข้าการงานดะอฺวะฮฺ ผมได้ยกตัวอย่างรุ่นพี่ที่ยืนหยัดอยู่ในสนามดะอฺวะฮฺอย่างเข้มแข็งและอย่าง สม่ำเสมอว่า เขาคือคนที่ทำการบูรณการชีวิตครอบครัวเข้ากับงานดะอฺวะฮฺได้สำเร็จ ภรรยาของเขาก็เล่นบทบาทเป็นดาอียะฮฺ … ไม่ต้องกังวลจนเกินไปในเรื่องแผนงานการดะอฺวะฮฺ แต่ต้องมุ่งแก้ปัญหาชีวิตส่วนตัวอย่างเอาจริงเอาจัง ปรึกษาหารือปัญหากับพี่น้องอย่างสม่ำเสมอ แต่ที่สำคัญต้องไม่ลืมเหนียต(ตั้งใจมั่น)และดุอาอ์โดยเด็ดขาด ชีวิตในสนามการทำงานเพื่ออิสลาม แนว การพูดคุยแนวที่สองเกี่ยวข้องกับการทำงานเพื่ออิสลามนั้น วนเวียนอยู่กับเรื่องการขัดแย้งระหว่างแนวฟิกฮฺต่าง ๆ การกระทบกระทั่งระหว่างกลุ่มทำงาน ไปจนถึงรูปแบบในการทำกิจกรรม ... ความจริงเรื่องนี้เป็นเรื่องเก่ามาก และผมก็พูดเรื่องนี้ซ้ำซากจนตัวเองก็ชักจะเบื่อแล้ว ผมได้สรุปให้พวกเราอย่าหลงประเด็นในหลายเรื่อง ยกตัวอย่างเช่น ความ ขัดแย้งทัศนะทางฟิกฮฺ ไม่ว่าเก่า-ใหม่ หรือใหม่กับใหม่ ต้องวางอยู่บนกรอบของอะฮฺลุซซุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺ จุดยืนที่เราเรียกร้องมาตลอดเป็นสิบปีก็คือ หากว่าความแตกต่างนั้นอยู่ในอุละมาอ์อาวุโสเราจะต้องระวัง ยิ่งบางเรื่องเป็นความแตกต่างกันในหมู่ชาวสลัฟก็ยิ่งต้องระวังเพิ่ม และบางเรื่องก็ไปถึงความแตกต่างระดับศอฮาบะฮฺ เราจะต้องระมัดระวังให้มากอย่างยิ่ง แม้เราจะเห็นด้วยกับทัศนะใด แต่ต้องไม่เอาทัศนะนี้มาแบ่งพวกกันโดยเด็ดขาด ... ผมค่อนข้างเสียใจที่พวกเราจำนวนหนึ่งเพียงเพราะออกอีดไม่ตรงกัน จึงได้เปิดฉากเล่นงานคนอื่นที่ออกอีดไม่ตรงตัวเองอย่างรุนแรง แม้คนนั้นจะออกวันเดียวกับผมก็ตามเถอะ ผมคิดว่าท่าทีเช่นนี้ในหมู่พวกเราควรถูกกลบฝังไปได้แล้ว คนที่คิดแบบแบ่งแยกเช่นนี้ควรทบทวนตัวเองใหม่ จุด ยืนเช่นนี้ที่เราจะใช้ในการวางตัวต่อความขัดแย้งอื่น ๆ ที่อยู่ในลักษณะเดียวกัน ไม่ว่า การแตะตัวผู้หญิงเสียน้ำละหมาดหรือไม่ ระยะทางที่สามารถละหมาดเดินทางได้ ไปจนถึงเรื่องการเดินทางที่ต้องมีมะหฺร็อมของมุสลิมะฮฺ และการเปิดปิดใบหน้าของมุสลิมะฮฺ … เรื่อง หลังนี้ ผมเคยพบเจอน้องมุสลิมีนหลายคนที่บอกว่า จะเลือกคนปิดหน้าเป็นภรรยา แต่ผมแย้งเขาว่า ผมไม่เห็นด้วยการวางแนวคิดแบบนี้ เพราะมันเป็นเรื่องทัศนะ แม้เขาจะเห็นว่ามันมีน้ำหนักท่วมท้นปานใดก็ตาม ผมแนะนำว่าจะเปิดหน้าจะปิดหน้าไม่ใช่ปัญหา แต่เราควรจะถามผู้หญิงที่ปิดหรือเปิดหน้าว่า เธอมีจุดยืนอย่างไรกับความแตกต่างระหว่างทัศนะเหล่านี้ เพื่อจะได้ทราบว่า ฝ่ายผู้หญิงมีทัศนะแตกต่างที่รักษากรอบของอะหฺลุซซุนนะฮฺไว้ หรือเป็นความแตกต่างที่นำไปสู่การแบ่งแยกและละเมิดกรอบ สำหรับผมแล้วทัศนคติและความเข้าใจศาสนาที่กว้างขวางในกรอบของอะฮฺลุซซุนนะฮฺ เป็นสิ่งที่วัดคุณค่าความเข้าใจต่อศาสนาของคน ๆ นั้น มิใช่อยู่ที่การปฏิบัติรายละเอียดตามทัศนะที่แตกต่างกัน... แต่ในขณะเดียวกันเรื่องใดที่เราเห็นชัดเจนแล้วว่ามันหลุดกรอบทัศนะที่ มาตรฐานทางวิชาการยอมรับกัน หรือมันประหลาดมาก เราก็คัดค้านตามระดับที่มันหลุดจากกรอบไป โดยไม่ต้องเอาใจมนุษย์ ลองนึกดูเถิดว่า มันน่ารู้สึกผะอืมผะอมขนาดไหน หากไปพบกลุ่มทำงานใดที่มีวิธีการกระดิกนิ้วตอนอ่านตะชะฮุดในละหมาดเหมือนกัน “เดี๊ยะ”ทั้งญะมาอะฮฺ และมองคนที่มีวิธีกระดิกไม่เหมือนตนเองว่าเป็นพวกอื่น อีกประการหนึ่ง มีการพูดถึงปัญหาการกระทบกระทั่งระหว่างกลุ่มกันมาก เรื่องนี้ผมคิดว่า เราคงไปแก้คนอื่นไม่ได้ ขอให้เราแก้ปัญหาให้กับตัวเราเองเป็นสำคัญ อย่างแรกเราต้องตัดความคิดความต้องการจะมี “พวก” แต่ต้องการแค่เพื่อนหรือพี่น้องในหนทางอิสลามเท่านั้น กล่าวง่าย ๆ ว่า การทำงานต้องตั้งมั่นในการทำให้คนเป็นคนดีในทัศนะของอิสลาม มิใช่การหาสมาชิกเข้ากลุ่ม ถึงตอนนี้มักจะมีคนถามขึ้นมากว่า แล้วเราจะหาคนร่วมงานหรือสืบทอดงานจากไหน ถ้าไม่หาสมาชิก ความจริงผมไม่ได้บอกว่า ห้ามหาสมาชิก แต่ผมอยากให้เราเหนียตว่า เราทำงานเพื่อเปลี่ยนให้คนเป็นคนดีเท่านั้น โฟกัสเราอยู่ตรงนี้เท่านั้น เขาจะสังกัดกลุ่มใด เราจะต้องไม่รู้สึกใด ๆ ทั้งสิ้น หากกลุ่มนั้นเป็นกลุ่มที่อยู่ในแนวทางที่ถูกต้องอยู่ ส่วนใครจะมาเป็นสมาชิกกลุ่มใดเป็นเรื่องของการสมัครใจ เป็นเรื่องของรสนิยมหรือธรรมชาติของเขาที่ไปได้กับงานของกลุ่มนั้นหรือไม่ ต่างหาก ชีวิตมันสั้น... อย่างไรก็ตาม เรื่องสำคัญที่สุดที่พวกเราหลายคนได้ย้ำไม่ให้หลงประเด็นโดยเด็ดขาดก็คือ เวลาบนดุนยาของเรานั้นสั้น พวกเราหลายคนไม่ได้อยู่ในช่วงฏุฮา หรือช่วงขาขึ้นแล้ว แต่เวลาของเราอยู่ช่วงซุฮรฺและอัศรฺ ซึ่งใกล้ที่ตะวันจะลับฟ้า ชีวิต ของเราจึงต้องแสวงหาคุณค่าที่แท้จริง ชีวิตที่แท้เป็นเรื่องระหว่างเรากับอัลลอฮฺ สวรรค์นั้นมีจริง นรกนั้นมีจริง การตอบแทนในวันตัดสินนั้นมีจริง ... ครับ...ความศรัทธานั้นกลายเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดต่อชีวิตของเราจริงๆ ผู้ศรัทธาถูกกำหนดให้เป็นคุณลักษณะของผู้ที่จะได้สวรรค์ ผู้ศรัทธาถูกวางให้เป็นเงื่อนไขของชัยชนะของอิสลาม แม้แต่ความเป็นพี่น้องในอิสลามก็ถูกระบุด้วยคำว่า “ผู้ศรัทธา”... แนวคิดนี้สำคัญที่สุดที่จะช่วยตัดสินปัญหา ช่วยวางแบบของการแก้ปัญหาให้กับทุกคนได้ ผมปิดบันทึกของผมไว้ด้วยเรื่องนี้ครับ ... …………………………………………….
หมายเหตุ บันทึกไว้ เมื่อต้นเดือน มกราคม 51 ... อยากให้พี่น้องทุกท่านที่เข้าร่วมโปรแกรมครั้งนั้น ได้อ่านทบทวนความจำกัน |