Update ล่าสุด.


ปรัชญาแบบเด็ก ๆ PDF  | พิมพ์ |  อีเมล์

ปรัชญาแบบเด็ก ๆ



โดย อัล อัค    

พวกผมหลายคนเริ่มมีลูก และหลายคนเริ่มมีลูกหลายคน(อัลฮัมดุลิลลาฮฺ) เวลาเราพบเจอกันก็หนีไม่พ้นพูดคุยกันเรื่องลูก ๆ และก็ไม่พ้นต้องขบขันกัน ...ผมจะเล่าสู่กันฟังสักนิดหน่อยก็แล้วกัน     

            คนมีลูก มักเจอปัญหาคล้าย ๆ กันอย่างหนึ่ง นั่นคือ ลูก ๆ มักจะอยากซื้อโน่นซื้อนี้บ่อย  ผมก็มักจะบอกว่า ไม่ค่อยมีเงิน ต้องประหยัด แต่เมื่อลูกสาวผมเดินไปเห็นผมกำลังกดเงินจากตู้เอทีเอ็ม เมื่อเธอเห็นเงินจำนวนมากเด้งออกมา เธอบอกทันทีว่า “พ่อรวย พ่อรวยแล้วก็บอกกับใครๆว่า พ่อรวยเพราะเธอเห็นพ่อกดครั้งสองครั้งก็มีเงินไหลออกมาแล้ว   

เพื่อนผมก็เล่าว่าเกิดเหตุการณ์คล้าย ๆ กัน พอลูกจะซื้อของแพงๆ เขาก็บอกว่า เราไม่มีเงิน ลูกก็จะแนะนำว่า ก็ไปกดที่ตู้ซิ

  

เด็ก ๆ 3-4 ขวบ มีการรับรู้ง่าย ๆ ว่า เจ้าตู้เอทีเอ็มนั้น คือแหล่งรายได้ของพวกเราหลาย ๆ คน และเชื่อว่าพ่อ ๆ ของพวกเขาสามารถกดสั่งให้เงินไหลออกมาเท่าไรก็ได้ ถ้าต้องการ ... ลูกสาวผมคงไม่รู้ว่า เงินที่ผมไปกดมานั้น ปู่ของเธอโอนมาให้พ่อของเธอใช้จ่ายบางอย่างที่จำเป็น  แล้วลูกเพื่อนผมก็ไม่รู้แน่อย่างแน่นอนว่า กว่าเงินพ่อของเขาจะมีในตู้ พ่อของเขาต้องทำงานหนัก แทบจะได้ไม่ได้กลับบ้าน ...

แน่นอนว่า พวกเขาไม่ได้มีความรู้ว่า ทำอย่างไรเงินถึงจะเข้ามาที่ตู้นี้ได้ และต้องทำอย่างไรอีกถึงจะได้เงินมา 

เด็ก ๆ เหล่านี้คิดประเมินความจริงจากภาพภายนอกที่เขาเห็นอยู่ เราอาจขบขันเด็ก ๆ ที่คิดเช่นนั้น แต่ผมว่าชีวิตของผู้ใหญ่น่าขบขันกว่าหลายเท่า ประเภทพวกที่ชอบพูดว่า ชีวิตข้า ข้าเป็นเจ้าของ ข้าจะย่อมทำอะไรก็ได้... ผมว่าพวกนี้ประเมินผิดพลาดมาก เขามองความเป็นตัวตนของเขา เสมือนหนึ่งเขาสร้างมันมา เขาทำให้มันเติบโต เขาจึงเป็นใหญ่ในตัวของเขาเอง ... เขาไม่ได้มองย้อนไปว่า ก่อนเขาจะเกิดมา เขาอยู่ที่ไหน? แล้วการเปลี่ยนแปลงแห่งชีวิตตั้งแต่เกิดไปจนถึงวันตายนั้น เขาทำให้มันเป็นไปได้เองอย่างนั้นหรือ? แล้วเขาจะเป็นใหญ่ในตัวเองได้อย่างไร ในเมื่อเขาเองแทบจะควบคุมปัจจัยใด ๆ แห่งชีวิตไม่ได้เลย !!!

 

ผมว่า คนที่เป็นผู้ใหญ่ ๆ แล้วนี่นะ ผิวเผินยิ่งกว่าเด็กอีก อย่างน้อยเด็กยังใช้สติปัญญาที่น้อยนิดประเมินความจริงอย่างเต็มที่ เมื่อผิดพลาดไป ก็ถือว่าไม่ใช่ความผิด จะไปถือโทษอะไรไม่ได้(หลักการอิสลามก็ถืออย่างนั้น) แต่ผู้ใหญ่มีสติปัญญาเต็มที่พร้อมกับข้อมูลที่ล้นเหลือ แต่ก็ไม่ยอมใช้มันในการค้นหาความจริง เขาสรุปทุกอย่างจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้า หาได้ใช้ปัญญาและข้อมูลอื่นๆอย่างรอบด้านไม่  

มิแปลกครับที่เขาไม่อาจประเมินว่า ชีวิตของเขาคืออะไร” มีความหมายเช่นไร? มีเป้าหมายอะไร? และจึงมิแปลกที่เขายังสามารถสรุปได้อย่างมั่นใจว่า ไม่มีพระเจ้า ไม่มีอำนาจที่มองไม่เห็นใดๆ เพราะไม่สอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ ทุกอย่างมัน “ต้อง” วิทยาศาสตร์เท่านั้น ดู ๆ แล้ววิทยาศาสตร์ของพวกนี้ก็ไม่ผิดอะไรกับตู้เอทีเอ็ม อยู่เหมือนกัน

  

เมื่อเด็ก ๆ มักใช้บทสรุปชีวิตอย่างนั้น เด็ก ๆ จึงมักให้คุณค่ากับสิ่งที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจ เช่น เด็กบางคนอาจสะสมฝาน้ำอัดลม บางคนสะสมลูกแก้วเล็กๆ บางคนสะสมธนบัตรเด็กเล่น เป็นต้น พูดง่าย ๆ ว่าของที่เด็กๆชอบสะสมบางชนิดนั้น ณ ที่ผู้ใหญ่แล้ว มันเป็นเพียงแค่ขยะที่ไม่มีประโยชน์อะไร

 แล้วเมื่อไรที่เด็ก ๆ เหล่านี้หลายคนมาเล่นกัน เราก็ต้องทำใจเตรียมไว้ได้เลย เพราะสักพักหนึ่งก็จะทะเลาะกัน แล้วเรื่องที่ทะเลาะนี่นะ เป็นเรื่องประเภท แย่งกันเป็น มนุษย์ไฟฟ้าสีชมพู” หรืออะไรทำนองนี่แหละ ... ลองนึกดูซิ ชีวิตของผู้ใหญ่ก็คอนเซ็ปต์เดียวกันนี่แหละ                  

           ผมเองมองไม่เห็นทางเลยว่า ชีวิตของมนุษย์จะเป็นอย่างอื่นไป เว้นแต่เป็นชีวิตที่อาศัยปรัชญาแบบเด็ก ๆ นี่ทั้งนั้น ซึ่งก็ไม่มีใครสนใจที่จะถามกันเท่าไรว่า ที่เราทำ ๆ ที่เราเป็น ๆ กันอยู่นี่มันเด็กเล่นขายของกันหรือเปล่า? ที่เราสะสมกันเนี่ยมันมีคุณค่าอะไรบ้างให้กับความเป็นมนุษย์ของเราที่เกิดมาแล้วตายไป? และที่เราแย่งชิงกันเนี่ยนะ เรากำลังแย่งกันเป็น “มนุษย์ไฟฟ้าสีชมพู”(สำหรับผู้หญิง) หรือ “มนุษย์ไฟฟ้าสีเทา” กันใช่หรือไม่?

 

        ตอนที่ผมอ่านประวัติศาสตร์ท่านนบีมุฮัมมัด ช่วงเวลาที่ผมประทับใจสุด ๆ มิใช่ตอนสงครามบะดัรหรืออุฮุด แต่เป็นช่วงเวลาที่ท่านเดินขึ้นลงจากถ้ำฮิรออ์ และในวันหนึ่งได้มี “การติดต่อ” ครั้งแรกจากสภาวะที่สูงที่สุด อันไม่มีภาวะใดสูงหรือเทียบเท่าได้อีกแล้ว  

         ณ เวลานั้น ... มันคือการมาของสิ่งที่มีความหมายที่สุดสำหรับมนุษย์ก็คือ มนุษย์ได้ถูกทำให้พ้นจากปรัชญาแบบเด็ก ๆ กระบวนความรู้ที่ถูกทยอยลงมานั้นนำมนุษย์ขึ้นไปที่สูง ไม่เพียงแต่ทำให้เขาสลัดหลุดพ้นจากปรัชญาแบบเด็ก ๆ  แต่ยังทำให้เขามองเห็นระบอบทั้งหมดได้อย่างทะลุปุโปร่ง ...

          สำหรับผมแล้ว ทางเดียวที่จะทำให้ชีวิตมนุษย์ออกจากวงจรที่วนเวียนอยู่กับการเล่นแบบเด็ก ๆ ได้ก็คือ การมองเห็นแก่นสารแห่งชีวิต และเราก็ไม่อาจเข้าถึงแก่นสารแห่งชีวิตได้ หากเราปฏิเสธ “การติดต่อ” ที่เคยเกิดขึ้นกับบรรดาศาสนทูตทั้งหลายในอดีต ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ...                  

         ผมขอจบบทความของผมด้วยการคัดข้อความบางส่วนที่ปรากฏในคำนำของตัฟซีร ฟี ซิลาลิล กุรอานโดยอุสตาซ ซัยยิด  กุฏบฺ(เราะฮิมะฮุลลอฮฺ) มาให้อ่านปิดท้าย ดังต่อไปนี้

  

            ในร่มเงาแห่งอัลกุรอาน ...ที่ฉันอยู่ 

            ฉันมองลงมาจากเบื้องสูงมายังอวิชา(ญาฮิลียะฮฺ) ... 

ที่กำลังบิดเกลียวโหมกระหน่ำบนผืนโลก 

            ฉันมองลงมายังความหลงใหลของผู้อาศัยอยู่บนนั้น  

ผู้ที่ผอมโซ ...  

            ฉันมองลงมายังความลำพองตนของผู้คนแห่งอวิชา  

จากสิ่งที่พวกเขาครอบครองอยู่  

สิ่งที่ฉันเห็น ... เป็นเพียงแค่ญาณทัศน์แบบเด็ก ๆ 

เป็นเพียงแค่จินตภาพแบบเด็ก ๆ 

เป็นเพียงแค่ความสนใจแบบเด็ก ๆ 

ดังผู้ใหญ่มองไปยังการละเล่นของเด็ก ๆ  

ที่เห็น ... เป็นเพียงความมานะแบบเด็ก ๆ 

เป็นเพียงเด็ก ๆ ... ที่ออกเสียงยังไม่ชัด !!!  

ฉันรู้สึกประหลาดใจยิ่ง ... 

อะไรกันหนอ? มนุษย์พวกนี้ !!!

 

เหตุใดหนอ? ที่พวกเขาถึงกับถอยลงไปยังโคลนตมที่เต็มไปด้วยเชื้อโรค 

เหตุใดหนอ? ที่พวกเขาไม่รับฟังเสียงเรียกร้องอันสูงส่ง 

เสียงเรียกร้องที่จะยกชีวิตของเขาขึ้นสู่เบื้องสูง 

เสียงเรียกร้องที่ให้ความดีงามแก่ชีวิตของเขา 

เสียงเรียกร้องที่จะชำระจิตวิญญาณของเขาให้บริสุทธิ์

 

                                 .............................................................
 

ShoutMix chat widget