~ Tools ~

โครงการบริจาคอินทผลัมและอุปกรณ์เครื่องใช้ที่จำเป็นแก่ผู้ต้องขัง PDF  | พิมพ์ |  อีเมล์

ปรัชญา  โต๊ะอิแต
โต๊ะข่าวภาคใต้  สถาบันอิศรา

in_prisons.jpg    เดือนรอมฎอนคือเดือนแห่งบุญของพี่น้องชาวมุสลิม คือเดือนแห่งความอดทนและพอเพียงทั้งกายและใจจากการถือศีลอดตามหลักศาสนาอิส ลาม ปลายทางของรอมฎอนคือเทศกาลฮารีรายอที่มุสลิมทุกผู้ทุกนามจะมุ่งหน้ากลับบ้าน เพื่อร่วมเฉลิมฉลองกับบุคคลอันเป็นที่รัก
    ทว่ายังมีมุสลิมอีกกลุ่มหนึ่งที่คงไม่มีโอกาสได้ใช้เวลาแห่งความสุขกับครอบครัวเหมือนคนอื่นๆ เขา นั่นก็คือบรรดา “ผู้ต้องขัง” ตามเรือนจำต่างๆ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ถึงกระนั้นพวกเขาทุกคนก็ยังเลือกที่จะปฏิบัติตามหลักศาสนาอย่างเคร่งครัด ด้วยการถือศีลอดเหมือนอิสรชนมุสลิมทั่วไป
    “กำลังใจ” จึงเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการมากเหลือเกิน...

    มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ร่วมกับฝ่ายสิทธิมนุษยชน สมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย (ยมท.) และเครือข่ายภาคี ได้จัดกิจกรรมเยี่ยมเยียนผู้ต้องขังในเรือนจำสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ จ.สงขลา ซึ่งจากสถานการณ์ความไม่สงบในรอบหลายปีที่ผ่านมา ทำให้มีจำนวนพี่น้องมุสลิมถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมากขึ้นทุกที
    หลังกำแพงสูงที่คลุมด้วยลวดหนาม 5 แห่งในดินแดนด้ามขวาน อันได้แก่เรือนจำกลางจังหวัดยะลา เรือนจำเบตง จังหวัดยะลา เรือนจำกลางจังหวัดนราธิวาส  เรือนจำกลางจังหวัดปัตตานี และเรือนจำกลางจังหวัดสงขลา มีผู้ต้องขังชาวมุสลิมมากกว่า 3,000 คน โดยในจำนวนนี้เป็นคดีที่เกี่ยวกับความมั่นคงถึงกว่า 400 คน
    อับดุลอาซิซ ตาเดร์อิน อุปนายกหัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชน ยมท.เล่าให้ฟังว่า ผู้ต้องขังส่วนใหญ่ที่ทาง ยมท. มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และองค์กรเครือข่ายจัดกิจกรรมเยี่ยมเยียน เป็นผู้ต้องขังในคดีความมั่นคงซึ่งถูกควบคุมตัวระหว่างรอการพิจารณาคดี
abdulasiss.jpg    “ตลอดเดือนรอมฎอนเราได้นำผลอินทผลัมที่ได้รับบริจาคจากประชาชนไปมอบให้พี่ น้องผู้ต้องขังเป็นระยะ เพื่อให้ได้รับประทานช่วงเปิดปอซอ (ละศีลอดในแต่ละวัน) แต่วันนี้เรามาเป็นคณะใหญ่ มีองค์กรมาร่วมกิจกรรมหลายองค์กร ทั้งกลุ่มบ้านอาสา ตัวแทนจากศูนย์ทนายความมุสลิมแห่งประเทศไทย และกลุ่มผู้หญิงเพื่อสันติภาพ โดยทุกคนมีจุดหมายเดียวกันคือมาให้กำลังใจและถามข่าวคราวเพื่อจะให้ความช่วย เหลือ ผมถือว่านี่คือหน้าที่ของเพื่อนมนุษย์ที่ต้องทำให้แก่กันในยามตกทุกข์ได้ ยาก”
    มูฮัมหมัดยูซุฟ  ขุนหลัด ตัวแทนจากคณะทำงานกลุ่มบ้านอาสา บอกว่า ทุกคนมาด้วยความเห็นอกเห็นใจและเข้าใจ เรื่องถูกผิดเราวางไว้ก่อน แต่เรารู้กันดีว่าในช่วงเดือนรอมฎอนนั้น มุสลิมทุกคนต้องปฏิบัติศาสนกิจหลายอย่าง ทั้งยังเป็นเดือนแห่งครอบครัว ผู้ต้องขังจึงต้องการกำลังใจมากเป็นพิเศษ
    “เมื่อได้มาเยี่ยมเยียน เอาข้าวของมาฝากบ้าง ก็คงพอจะทำให้พวกเขามีกำลังใจ ไม่รู้สึกหดหู่จากความห่างเหินครอบครัวมากเกินไปนัก” มูฮัมหมัดยูซุฟ กล่าว
    ทั้งนี้ จุดประสงค์หลักที่สำคัญอีกประการหนึ่งของกลุ่มบ้านอาสาที่มาร่วมกิจกรรมใน ครั้งนี้ก็คือ การเก็บข้อมูลเกี่ยวกับครอบครัวของผู้ต้องขัง เพื่อทางกลุ่มจะได้หาทางให้ความช่วยเหลือในด้านอื่นๆ ต่อไป
    “โดย เฉพาะลูกๆ ของผู้ต้องขัง เป็นกลุ่มเป้าหมายของพวกเรา เพราะเราทำงานกับเด็ก ทำกิจกรรมและเยียวยาสภาพจิตใจเด็กผู้ได้รับผลกระทบอยู่แล้ว การที่ได้มาคุยกับหัวหน้าครอบครัวก่อน หรือมาทำความเข้าใจกับผู้เป็นพ่อของเด็กก่อน จะทำให้ลูกๆ ของเขาเข้าใจและไว้วางใจเรามากขึ้นเมื่อเราไปให้ความช่วยเหลือ”
    “เท่าที่ได้พูดคุยในเบื้องต้น พ่อเด็กหลายคนตอบรับดีมาก ซึ่งตรงนี้ทำให้พวกเรากลุ่มบ้านอาสาซึ่งล้วนแต่เป็นเยาวชนคนหนุ่มสาวรู้สึก ภาคภูมิใจและดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน” ยุซุฟ กล่าวอย่างปลาบปลื้ม
    กิจกรรมเยี่ยมเยียนจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น...
    ผู้ต้องขังรายหนึ่งวัย 45 ปี ซึ่งเข้ามอบตัวสู้คดี และถูกคุมขังมาแล้วราว 8 เดือน เผยความรู้สึกว่า ดีใจอย่างบอกไม่ถูกที่มีคนมาเยี่ยม มีคนมาพูดคุย ทำให้ได้ระบายความไม่สบายใจออกมาบ้าง โดยเฉพาะกับเรื่องครอบครัวที่เป็นห่วงกังวลอยู่ตลอดเวลา
    “เมื่อ ก่อนผมเป็นพ่อค้าขายผ้า นำผ้าจากมาเลย์มาขายฝั่งไทย ทำงานได้เงินมาก็ช่วยเหลือเด็กกำพร้าในพื้นที่ ส่งไปเรียนโรงเรียนฝั่งมาเลย์บ้าง เพราะผมรู้จักโรงเรียนสงเคราะห์เด็กกำพร้าที่นั่นดี แต่ด้วยความอึดอัดกับการโดนตามล่าของเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งกล่าวหาว่าผมเป็นแนว ร่วม ทำให้ผมตัดสินใจเข้ามอบตัวสู้คดี”
    “เมื่อต้องมาอยู่ในเรือนจำ ผมเป็นห่วงลูกมาก ผมมีลูก 3 คนกำลังอยู่ในวัยเรียนทั้งนั้น เมื่อผมติดคุกก็ไม่รู้ว่าลูกๆ ของผมจะเอาเงินที่ไหนไปเรียนหนังสือต่อ แต่พอได้พูดคุยถึงปัญหากับคณะผู้มาเยี่ยมในวันนี้แล้วก็รู้สึกสบายใจขึ้น คิดว่าปัญหาคงมีทางออก”
    ผู้ต้องขังอีกรายอายุเพียง 26 ปี ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาคดีลอบวางระเบิดที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส บอกว่า วันนี้ได้ความรู้เยอะแยะจากที่ได้พูดคุยกับตัวแทนจากศูนย์ทนายความฯ ทำให้เข้าใจกระบวนการดำเนินคดีและสิทธิต่างๆ ที่ควรจะได้รับ นอกจากนั้นยังคลายความวิตกเกี่ยวกับครอบครัวลงไปได้มาก
    “ผม หายห่วงปู่กับย่าของผมที่อายุมากแล้ว ขณะนี้ท่านอยู่กันเพียงลำพัง 2 คน ท่านไม่มีญาติที่ไหนนอกจากผม เพราะพ่อกับแม่ของผมเสียแล้ว ย่าของผมเป็นอัมพฤกษ์ ปู่ต้องทำงานเลี้ยงดูครอบครัวตัวคนเดียว ผมก็ไม่รู้ว่าท่านทั้งสองจะทำอะไรกิน หรือเป็นตายร้ายดีอย่างไร ผมจึงหวังให้คณะที่มาเยี่ยมวันนี้ได้เข้าไปช่วยเหลือ หรือเอาข่าวคราวของผมไปบอกท่านให้พวกท่านได้สบายใจบ้าง อย่าให้พวกท่านต้องเป็นกังวลกับผมเลย”
    เวลาแห่งความสุขอย่างเรียบง่ายผ่านพ้นไป ความรู้สึกหลากหลายจากคนนอกลูกกรงก็พรั่งพรู...
    มูฮัมหมัดยูซุฟ บอกว่า หากเปรียบเทียบกับเรือนจำอื่นๆ ที่เคยสัมผัส เรือนจำในพื้นที่นี้ก็ยังสบายกว่าที่อื่นๆ แต่ขึ้นชื่อว่าเรือนจำแล้วย่อมไม่มีใครอยากเข้าไปอยู่
    “ผมยังดีใจที่ผู้ต้องขังมุสลิมสามารถปฏิบัติศาสนกิจได้ ถือศีลอด ละหมาดตอนกลางคืนได้ และอ่านกุรอานได้เหมือนในยามปกติ ส่วนในช่วงรายอก็คงจัดกิจกรรมร่วมกัน ผมเห็นจากภาพเมื่อปีที่แล้ว มีการทำป้ายผ้าเขียนอวยพรวันรายอกัน ทำป้ายบนแผ่นไม้เป็นรูปโดมมัสยิด และมีมุสลิมในเรือนจำมาร่วมละหมาดรายอกันเยอะแยะมากมาย”
    “แต่ถึงอย่างไรกิจกรรมที่ทำก็คงสู้การได้อยู่ในโลกภายนอกไม่ได้ ผมรู้สึกเห็นใจพี่น้องผู้ต้องขังทุกคน พวกเขายังไม่ได้ถูกตัดสินจากศาล แต่ต้องมาถูกคุมขังเป็นปีๆ อยู่ในนี้ ไม่ได้ใช้ช่วงเวลาของรอมฎอนอยู่กับครอบครัว ไม่มีพี่น้องหรือลูกเมียอยู่เคียงข้างเลย”
    ขณะที่ อับดุลอาซิซ เผยถึงแผนงานที่พวกเขาจะทำต่อไป
    “เราจะนำข้อมูลต่างๆ ที่ได้ไปต่อยอด ด้วยการไปคุยกับผู้ใหญ่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบาย เพื่อให้ความเป็นอยู่ของพี่น้องผู้ต้องขังดีขึ้น และได้ปฏิบัติศาสนกิจครบถ้วนมากขึ้น อย่างปีนี้ ผู้ต้องขังในบางเรือนจำไม่ได้ปอซอ (ถือศีลอด) วันแรก เพราะเจ้าหน้าที่เรือนจำไม่ได้ประชาสัมพันธ์ให้ทราบว่าเข้าสู่เดือนรอมฎอน แล้ว”
    “นอกจากนั้นยังมีเรื่องห้องละหมาด เรื่องการใส่โซ่ตรวน และอื่นๆ ที่เราจะไปนำเสนอ แต่ทั้งหมดก็ต้องถือว่าทางเรือนจำดูแลผู้ต้องขังชาวมุสลิมดีพอสมควร หลายเรือนจำมีความตื่นตัวเป็นพิเศษ อย่างเช่นเรือนจำกลางจังหวัดนราธิวาสและปัตตานี อนุญาตให้ละหมาดได้ครบวันละ 5 เวลา ผู้ต้องขัง 400-500 คนได้ละหมาดพร้อมกัน เป็นภาพที่ดีมาก”
    เขายังเสนอว่า ทุกฝ่ายควรทบทวนเรื่องการใช้ศาสนาเป็นแนวทางการบำบัดผู้ต้องขังให้มากขึ้น เพราะจะเป็นส่วนหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงคนให้มีพฤติกรรมที่ดีขึ้นได้
    “ศาสนาทำให้สิ่งไม่ดีกลับเป็นสิ่งดีได้ ยิ่งสำหรับคนมุสลิมในเดือนนี้แล้วจะซึมซับได้เร็วกว่าเดือนอื่นๆ เพราะศาสนามีอิทธิพลมากต่อพี่น้องมุสลิมทุกคน” อับดุลอาซิซ กล่าว
    วัน แห่งความสุข เปี่ยมบุญ และมากล้นด้วยกำลังใจผ่านพ้นไปอีกหนึ่งวัน เรื่องราวๆ ดีๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้น่าจะเป็นพลังขับดันให้ทุกคนได้หยัดยืนและสู้ต่อไปเพื่อ ก้าวสู่วันใหม่ๆ ที่สดใสกว่าเดิม...

 


001s.jpg    มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ร่วมกับฝ่ายสิทธิมนุษยชน สมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย (ยมท.) จัดโครงการบริจาคอินทผลัมและอุปกรณ์เครื่องใช้ที่จำเป็นแก่ผู้ต้องขังที่ เป็นผู้นับถือศาสนาอิสลามในเรือนจำสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และจังหวัดสงขลา เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ต้องขังในเดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นเดือนแห่งการถือศีลอดของพี่น้องมุสลิม

    จากข้อมูลที่ตรวจสอบกับภาครัฐ พบว่า ปัจจุบันมีจำนวนผู้คุมขังในเรือนจำสามจังหวัดและเรือนจำจังหวัดสงขลารวม 6 แห่งสูงขึ้นทุกปี ในจำนวนผู้ต้องขังทั้งหมดมีผู้ต้องขังชาวไทยมุสลิมกว่า 3,000 คน และเป็นผู้ต้องขังคดีความมั่นคงประมาณ 400 คน ส่วนใหญ่เป็นการถูกคุมขังระหว่างรอการพิจารณาคดีตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 จนถึงปัจจุบัน จากสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้  
    นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังมีการจับกุมผู้ต้องสงสัยและดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหาจาก ยุทธการต่างๆ ของฝ่ายความมั่นคงอีกมากมาย ทำให้แนวโน้มผู้ถูกคุมขังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ภาครัฐเองยังไม่มีความพร้อมเพียงพอที่จะรองรับจำนวนผู้ถูกคุมขังจำนวน มากมายขนาดนี้ ประกอบกับกระบวนการพิจารณาคดีค่อนข้างล่าช้า การให้ความช่วยเหลือทางคดีก็ไม่ทั่วถึง และเกือบทั้งหมดไม่ได้รับการประกันตัว สร้างความลำบากให้กับญาติและครอบครัวผู้ถูกคุมขังซึ่งส่วนใหญ่มีฐานะยากจน ต้องคอยส่งเสียและเยี่ยมเยียนเป็นเวลาหลายปีกว่าคดีจะสิ้นสุด