~ Tools ~

ฟิกรุน ตัจญดีดียุน ? แนวความคิดฟื้นฟู PDF  | พิมพ์ |  อีเมล์

การบูรณาการแนวความคิดทั้ง 6 สาย ( ๒ )
ฟิกรุน ตัจญดีดียุนแนวความคิดฟื้นฟู

 Sample Image

ชัยคฺ ดร. ยูซุฟ อัล-เกาะเราะฎอวียฺ เขียน
อบู ฟาอิซ  แปลและเรียบเรียง


          

            ลักษณะพิเศษเฉพาะอีกประการหนึ่งของแนวความคิดที่เราต้องการนั้นได้แก่การที่มันมีลักษณะของการฟื้นฟู(ตัจญดีด) และไม่ได้ถูกจำกัดให้อยู่ภายในเขตแดนของ"ความเก่าแก่"อีกทั้งยังไม่ยึดติดอยู่กับรูปแบบที่สืบทอดกันเรื่อยมา หรือวิธีการที่คุ้นเคย             มันเป็นแนวความคิดที่เชื่อมั่นในการอิจญ์ติฮาด และรับเอาคุณสมบัติในการสร้างสรรค์มาใช้ เนื่องจากตัวมันเองปฏิเสธการตักลีดและการมีสังกัด และมองความเฉื่อยชาเป็นประหนึ่งการจบชีวิตตัวเอง นอกจากนี้ยังได้ฟื้นฟูนิติบัญญัติ  การศึกษา การเมืองและสาขาวิชาอื่นๆ ทั้งหมด 

แนวความคิดทางด้านการฟื้นฟูไม่ได้ต่อต้านสะลาฟีย์

            ข้าพเจ้าได้อธิบายเอาไว้ในหนังสือของข้าพเจ้าชื่อ "การตื่นตัวเข้าสู่อิสลามและความหายนะของโลกมุสลิมอาหรับ" ว่าไม่มีความขัดแย้งในระหว่างแนวความคิดทางด้านการฟื้นฟูและแนวทางสะลาฟีย์แต่อย่างใด ในทางตรงข้าม สิ่งทั้งสองยังเป็นด้านสองด้านที่อยู่บนเหรียญเดียวกัน  กล่าวคือการฟื้นฟูขนานแท้จะมีอยู่ก็ต่อเมื่อมันมีลักษณะของสะลาฟีย์อยู่ด้วย และสะลาฟีย์ขนานแท้จะมีอยู่ก็ต่อเมื่อมันมีลักษณะของการฟื้นฟูด้วยเช่นกัน

อิสลามยอมรับการฟื้นฟูที่ถูกต้องตามหลักการ

            เราไม่ควรกล่าวว่าขบวนการอิสลาม จุดเริ่มต้นของมัน ทิศทาง เป้าหมายSample Image หลักการและตัวอิสลามเองเป็นหนึ่งเดียวที่ถูกกำหนดเอาไว้ตายตัว  และไม่สามารถฟื้นฟูได้อีกแล้ว

            ประการแรก เรากล่าวว่าอิสลามเองได้อนุมัติให้มีการตัจญ์ดีด(การทำให้กลับคืนสภาพเดิมและการฟื้นฟู)  ดังที่ถูกระบุเอาไว้ในหะดีษซึ่งเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีและได้รับการตรวจสอบความจริง  ความว่า   "อัลลอฮฺจะทรงส่งทุก ๆ หนึ่งร้อยปีผู้ที่จะฟื้นฟูศาสนา" (รายงานโดยอบู ดาวูด และอัล-ฮากิม)

            ตัจญ์ดีดเป็นสิ่งถูกต้องและถูกกำหนดขึ้นโดยหะดีษ  และจะมีคำพูดอะไรที่ดีกว่าคำพูดของท่านนบี ศ็อลฯ บ้าง? ดังนั้นไม่ควรที่เราจะเกรงกลัวกับคำว่า "ตัจญ์ดีด" ในศาสนา หลังจาก(พบว่าตัจญ์ดีด)ถูกกำหนดขึ้นในหะดีษดังกล่าวแล้ว แต่สิ่งที่บังควรในที่นี้ก็คือ การกำหนดความหมายของคำว่า "ตัจญ์ดีด" เพื่อไม่ให้เกิดการล้อเลียนจากพวกที่ชอบล้อเลียนศาสนาและสัจธรรมของศาสนา ในนามของการตัจญ์ดีดที่พวกเขาใช้แอบอ้าง

            ข้าพเจ้าได้อธิบายเอาไว้ในงานศึกษาครั้งหนึ่งว่า  ข้าพเจ้าได้เขียนเรื่องหะดีษนี้  ความหมายของตัจญ์ดีด  รูปการต่างๆ ของตัจญ์ดีด  และผู้ที่ควรแบกรับภารกิจนี้  โดยสรุปแล้ว  การฟื้นฟูบางสิ่งบางอย่างไม่ได้หมายถึงการ


"การฟื้นฟู มิใช่การทำลายให้สิ้นซาก ... แต่หมายถึงการบูรณะ เพื่อนำมันกลับสู่สภาพดั้งเดิม"

ทำลายมันให้สิ้นซาก และนำบางสิ่งบางอย่างเข้ามาแทนที่มัน  แต่หมายถึงการบูรณะซ่อมแซมให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อให้มันหวนคืนสู่สภาพเดิมที่มันเป็นอยู่เมื่อครั้งที่มันปรากฏตัวขึ้นเป็นครั้งแรก และธำรงสารัตถะ ลักษณะพิเศษเฉพาะและลักษณะสำคัญของมันเอาไว้ 
จนถึงรายละเอียดปลีกย่อยโดยไม่ทำให้สิ่งเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงแม้เพียงเล็กน้อย  ลักษณะที่กล่าวมานี้ครอบคลุมทั้งความหมายที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมด้วยเช่นกัน การปฏิสังขรณ์อาคารโบราณอย่างเช่น ราชวัง วัดหรือมัสยิดนั้นไม่ได้หมายถึงการทำลายมันให้สิ้นซาก แล้วสร้างอาคารอื่นขึ้นมาแทนที่  หากแต่หมายถึงการซ่อมแซมมัน และใช้ความระมัดระวังทุกประการเพื่อนำมันกลับคืนสู่สภาพดั้งเดิมของมันให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  นี่คือสิ่งที่ตัจญ์ดีดขนานแท้เป็นอยู่

            ตัจญ์ดีดของศาสนานั้นครอบคลุมการฟื้นฟูความเข้าใจเกี่ยวกับฟิกฮฺ  ซึ่งเป็นตัจญ์ดีดในทางแนวความคิด  ฟื้นฟูศรัทธาในศาสนา ซึ่งเป็นตัจญ์ดีดในทางจิตวิญญาณ และฟื้นฟูความพยายามเพื่อการช่วยเหลือศาสนา  และการเรียกร้องเชิญชวนเพื่อการประกาศศาสนา ซึ่งเป็นตัจญ์ดีดในทางปฏิบัติ  แต่ละยุคแต่ละสมัยมีความต้องการตัจญ์ดีดในรูปแบบที่เป็นของตนเอง ซึ่งจะจัดการกับความบกพร่องและบำบัดความป่วยไข้ที่เกิดขึ้นเฉพาะในแต่ละยุคสมัย

            อย่างไรก็ตาม  มีพื้นที่หนึ่งที่ตัจญ์ดีดไม่มีทางเข้าไปเกี่ยวข้องไม่ว่าจะภายใต้เงื่อนไขใดๆ ก็ตาม  นั่นคือพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับอัล-ก็อฏอียาต(ข้อสรุปแน่นอน)ที่อิสลามได้ลงคำวินิจฉัยชี้ขาดในแวดวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอะกีดะฮฺ  อิบาดะฮฺและอะฮฺกาม(บทบัญญัติ)  ซึ่งรวบรวมเอกภาพทางด้านหลักคำสอน  จิตวิญญาณ  สติปัญญาและพฤติกรรมของอุมมะฮฺมุสลิมให้เป็นปึกแผ่น

            ข้าพเจ้าได้นำประเด็นนี้มาบรรยายอย่างละเอียดในหนังสือเล่มอื่น  ผู้อ่านอาจเข้าไปอ่านดูได้ถ้ามีความประสงค์ที่จะทำเช่นนั้น (1)

ความจำเป็นของวิธีการฟื้นฟู

            ประการที่สอง ถึงแม้ขบวนการเคลื่อนไหวจะมีความเป็นอิสลามในแง่ของแหล่งที่มา การกำหนดทิศทาง หลักการและวัตถุประสงค์ แต่ขบวนการเคลื่อนไหวสามารถรับเอาแบบวิธีและวิธีการต่างๆ ที่เห็นว่าเหมาะสมกับการรับใช้ศาสนา และการสถาปนาศาสนาขึ้นบนหน้าแผ่นดินมาใช้ตามแต่จะเหมาะสมกับเวลา  สถานที่และเงื่อนไขต่างๆ

            แบบวิธี วิธีการและระบบไม่ได้มีความเป็นอมตะเช่นเดียวกับตัวอิสลามเอง สิ่งเหล่านี้มิได้มีลักษณะของความเหนียวแน่นไม่เปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกับที่รากฐานและหลักการของอิสลามมีอยู่  เพราะพวกมันเป็นเพียงเครื่องไม้เครื่องมือที่สร้างขึ้นโดยความอุตสาหะและความพยายามของมนุษย์  เพื่อจะฟื้นฟูและสรรค์สร้างอิสลามลงในหัวใจและในชีวิต

            อิมามหะสัน อัล-บันนาเป็นผู้วางกฎเริ่มแรกให้กับการงานที่ถูกจัดระเบียบของขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามเพื่อตัจญ์ดีดอิสลาม กระนั้นท่านก็มิได้อ้างว่าตัวท่านเป็นผู้ปราศจากความผิดพลาด  หรืออ้างว่าเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ที่อัลลอฮฺ สุบหฯ ได้ทรงดลใจให้แก่ท่านนั้นไร้ข้อบกพร่องด้วยเช่นกัน  ทั้งๆ ที่เครื่องไม้เครื่องมือของท่านช่างดีเลิศและทรงพลังอย่างยิ่ง กระทั่งสัยยิด กุฏบฺ ได้ทำสิ่งที่ถูกต้องโดยเรียกสิ่งเหล่านั้นว่า "สุดยอดแห่งอาคาร"  อดีตมุรฺชีด อัล-อาม(ผู้นำสูงสุด) อุมัรฺ อัล-ติลมีซานีย์ ได้ทำสิ่งที่ถูกต้องโดยการเรียกท่านเป็น "ผู้นำผู้มีความสามารถพิเศษที่ได้รับการหนุนนำจิตใจ"  ตลอดจนเชค อัล-เฆฺาะซฺาลีย์ ได้ทำสิ่งที่ถูกต้องโดยการเรียกท่านว่า "มุญัดดิด(ผู้ฟื้นฟูอิสลาม)ของฮิจญ์เราะฮฺศตวรรษที่สิบสี่" ทั้งๆ ที่เป็นเช่นนี้  ควรทำการประเมินค่าเครื่องไม้เครื่องมือเหล่านี้จากช่วงเวลาหนึ่งถึงอีกช่วงเวลาหนึ่ง เหมือนกับที่ผู้เชี่ยวชาญการศึกษากระทำกับหลักสูตรของตน และหนังสืออ้างอิงที่ทำให้พวกเขาต้องแก้ไขปรับปรุงอยู่ทุกๆ สองสามปี โดยทำการลบ หรือแทรกตรงนั้นบ้างและแก้ไขตรงนี้บ้าง นี่คือสิ่งจำเป็นสำหรับกิจกรรมใดๆ ของมนุษย์ ไม่ว่ามันจะใกล้เคียงกับความถูกต้องแม่นยำและความสมบูรณ์เพียงใดก็ตาม 

อิมามหะสัน อัล-บันนาไม่ใช่ผู้ไร้ความยืดหยุ่น

            ในส่วนที่เกี่ยวกับแบบวิธีของท่านอิมามหะสัน อัล-บันนา Sample Image โดยตัวของท่านเองท่านมิใช่ผู้ไร้ความยืดหยุ่นแต่อย่างใด  แต่ท่านกลับทำการฟื้นฟูและพัฒนาวิธีการและแบบวิธีให้กับโครงสร้าง  สถาบันและระบบของขบวนการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ ท่านอิมามหะสัน อัล-บันนาจะไม่นอนสะดุ้งอยู่ในกุโบรฺ(หลุมฝังศพ)ของท่าน  ถ้าผู้ดำเนินตามท่านบางคน(สมาชิกของอัล-อิควานุลมุสลิมูน)ขัดแย้งท่านในประเด็นปัญหาที่ท่านได้แสดงความคิดเห็นเอาไว้ เป็นต้นว่าประเด็นของระบบหลายพรรคในรัฐอิสลาม  ซึ่งเป็นประเด็นปัญหาที่ข้าพเจ้าเองมีความเห็นสวนทางกับความเห็นของท่านอิมามหะสัน อัล-บันนา

            ท่านอิมามหะสัน อัล-บันนาจะไม่นอนสะดุ้งอยู่ในกุโบรฺของท่าน แม้ใครบางคนจะทำการต่อเติมเสริมแต่งอุศูล(หลักการ)ของท่าน ซึ่งอาจดูเป็นประหนึ่งว่าจะประกอบให้มันสมบูรณ์ขึ้น เช่นท่านเชคอัล-เฆฺาะซฺาลีย์ได้กระทำในคำอรรถาธิบายหลัก 20 ประการในหนังสือของท่านชื่อ "ธรรมนูญแห่งเอกภาพทางวัฒนธรรมสำหรับมุสลิม"

            ไม่มีสิ่งใดไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางกฎหมาย จารีตหรือทางสติปัญญาจะเข้ามาขัดขวางการทบทวนวิธีการและระบบการศึกษาภายในญะมาอะฮฺเสียใหม่ เช่นระบบของอุสเราะฮฺและกะตีบะฮฺ (2)  ด้วยความคิดที่จะเสริมวิธีการและระบบใหม่ๆ ให้กับสิ่งเหล่านั้น ถ้าเห็นว่าถูกต้องเหมาะสมแล้ว

           นอกจากนี้ยังไม่มีความเสียหายอันใดหากจะมีการตรวจสอบยุทธศาสตร์ทางการเมืองใหม่อีกครั้งหนึ่งตามการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการในระดับท้องถิ่น ภูมิภาคและระหว่างประเทศ ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน การตรวจสอบซ้ำอีกครั้งหนึ่งในลักษณะดังกล่าวอาจทำให้เกิดความจำเป็นที่จะเข้าเป็นแนวร่วมหรือเป็นพันธมิตร หรือใช้มาตรการทำสัญญาสงบศึก หรือความเป็นหุ้นส่วนตามแต่ผลประโยชน์ระดับสูงของอิสลามของอุมมะฮฺและขบวนการเคลื่อนไหวจะกำหนดให้เป็นไป   แต่ละประเทศมีสภาวะพิเศษเฉพาะของตนเอง  แต่ละยุคสมัยมีกฎระเบียบของตนเอง และแต่ละกลุ่มมีความสามารถ  มีความต้องการและเงื่อนไขของตนเอง ซึ่งเป็นที่รู้จักของกลุ่มดีกว่ากลุ่มอื่นใด

            ขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามก็เหมือนกับฟิกฮฺ(วิชานิติบัญญัติอิสลาม)และศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับชะรีอะฮฺ  คือจะไม่สามารถดำรงอยู่ ไม่สามารถเฟื่องฟูและเติบโตขึ้นถ้าปราศจากปัญญาของนักฟื้นฟูและนักคิดที่มีใจจดใจจ่อและสร้างสรรค์  และจะไม่ร่วงโรย เหี่ยวย่นและกลาย "เป็นหมัน"  นอกเสียจากด้วยปัญญาของนักลอกเลียนแบบ(ตักลีด)ที่ไม่มีความยืดหยุ่น ถ้าหากสิ่งที่มีอยู่ในหัวของพวกเขายังจะเรียกได้ว่า "ปัญญา" อยู่ก็ตาม  

ความไม่ยืดหยุ่นเป็นโรคร้ายแรง

            ตามที่ข้าพเจ้าได้อธิบายเอาไว้ในหนังสือของข้าพเจ้าชื่อ "อัล-หัลลุล อิสลามีย์ ฟะรีเฎาะฮฺ วะ ฎ่อรูเราะฮฺ" (การแก้ไขปัญหาแบบอิสลาม : พันธหน้าที่และความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้)นั้น  ความไม่ยืดหยุ่นเป็นโรคร้ายชนิดหนึ่งที่เข้าเกาะกินแนวความคิดที่ถูกจัดเป็นระบบของขบวนการเคลื่อนไหว  และยังเป็นอุปสรรคประการหนึ่งที่ขัดขวางขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามจากภายในเสียด้วยซ้ำไป

             ความไม่ยืดหยุ่น(มีในหลายๆ ลักษณะเช่น)ในการยึดติดอยู่กับแบบอย่างตายตัวในองค์กร  แบบอย่างตายตัวในวิธีการตัรฺบียะฮฺ  แบบอย่างตายตัวในวิถีทางของดะอฺวะฮฺ  แบบอย่างตายตัวในขั้นตอนต่างๆ ซึ่งจะทำให้บรรลุตามวัตถุประสงค์  ตลอดจนแบบอย่างตายตัวในความคิดทางการเมืองบางประการ  จนถึงระดับที่ใครก็ตามที่พยายามเปลี่ยนแปลง  เพิ่มเติมหรือแก้ไขระเบียบการ  วิถีทางและวิธีการแล้วไซร้  จะพบว่าตัวเองกำลังเผชิญหน้ากับการปฏิเสธอย่างรุนแรง  แม้กระทั่งการกล่าวหาและการสบประมาททีเดียว

            อีกครั้งหนึ่ง  ข้าพเจ้าใคร่ขอย้ำว่าการตัจญ์ดีดที่เราแสวงหานั้นไม่ได้หมายถึงการทำลายล้างของเก่า หากแต่มันหมายถึงการทำให้ของเก่าทันสมัย มีการปรับปรุงให้ดีขึ้น ยกระดับให้สูงขึ้นและเสริมให้แกร่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่มุมของเครื่องไม้เครื่องมือ  วิถีทางและระเบียบการ  ซึ่งตามปกติแล้วมีลักษณะยืดหยุ่นและเปลี่ยนแปลงได้ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ควรจะกระทำด้วยเจตนาที่จะนำความสามารถนานาประการที่มีอยู่ในสมัยเดียวกันกับสมัยของเรามาใช้ให้เกิดประโยชน์  ตลอดจนความสามารถที่คนอื่นครอบครองและใช้ประโยชน์

สิ่งที่ข้าพเจ้าเกรงกลัวสำหรับขบวนการเคลื่อนไหวอิสลาม

           สิ่งที่ข้าพเจ้าเกรงกลัวที่สุดสำหรับขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามนั้นได้แก่การที่มันต่อต้านเหล่านักคิดอิสระที่อยู่ในหมู่สมาชิกของขบวนการ  แล้วปิดประตูของตัจญ์ดีดและอิจญ์ติฮาด  จำกัดตัวเองให้ยึดติดอยู่กับความคิดเพียงแบบหนึ่งเท่านั้น  จนไม่ยอมรับความคิดเห็นของคนอื่นซึ่งเสนอแนะวัตถุประสงค์  วิถีทางหรือขั้นตอนที่แตกต่างออกไป  หรือข้อคิดเห็นซึ่งนำเสนอการประเมินเกี่ยวกับบุคคล  เหตุการณ์  สถานการณ์แตกต่างออกไป  หรือแตกต่างไปจากวิธีคิดวิธีเดียวในเรื่องติดตามอื่นใดก็ตามซึ่งตกอยู่ภายใต้อิจญ์ติฮาดของมนุษย์  อิจญ์ติฮาดของมนุษย์นั้นอยู่ในการควบคุมของพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงตามสภาวะและปัจจัยที่กำลังเปลี่ยนไป  ฟุเกาะฮาอฺของเรากล่าวเอาไว้นานมาแล้วว่า  "ฟัตวาต้องเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงของเวลา สถานที่  ขนบธรรมเนียมและสภาวะต่างๆ"

     


"อิจญติฮาดของมนุษย์นั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงตามสภาวะและปัจจัยที่กำลังเปลี่ยนไป"  อัล-เกาะเราะฏอวีย์  

    
ถ้าความหวั่นเกรงของข้าพเจ้าเกิดเป็นความจริงขึ้นมา เมื่อนั้นผู้มีปัญญามีฝีมือที่สามารถฟื้นฟูและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ จะพากันหลบหลีออกจากชั้นแถวต่างๆ
ในขบวนการเคลื่อนไหว เฉกเช่นน้ำที่ไหลลอดผ่านนิ้วมือจะเหลืออยู่ก็เพียงพวกอนุรักษ์นิยมที่ทำได้เพียงลอกเลียนแบบ และชอบที่จะให้ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในสภาพที่เป็นอยู่ มิใยว่าสิ่งนั้นจะโบราณเพียงใดก็ตาม  พวกเขาได้แก่บรรดาผู้ที่เชื่อว่า  สิ่งที่เรารู้ดีกว่าสิ่งที่เราไม่รู้ และว่าสิ่งที่เราได้พยายามไปแล้วย่อมดีกว่าสิ่งที่เรายังต้องพยายามต่อไป (3)     

           ผลลัพธ์สุดท้ายที่จะเกิดแก่ขบวนการเคลื่อนไหวนั้นได้แก่การสูญเสียผู้มีปัญญาสร้างสรรค์ในระหว่างชั้นแถวต่างๆ ของขบวนการ  และในที่สุดก็จะตกเป็นเหยื่อของความเฉื่อยชา  หรือความไร้สมรรถภาพที่เกาะกินนิติบัญญัติ(อิสลาม)และการประพันธ์ในยุคของการลอกเลียนแบบ(ตักลีด)  เมื่อนั้นสมาชิกที่เหลือของขบวนการเคลื่อนไหวก็จะคืบคลานเข้าสู่กระดองของตนเอง  ทำให้ความหวังว่าจะเพียรพยายามช่วยเหลืออิสลามโดยเต็มกำลังต้องพลอยดับสูญไปด้วย หรือพวกเขาจะปฏิบัติงานคนเดียวตามลำพัง แยกตัวเองออกจากความพยายามใดๆ ของส่วนรวม หรือพวกเขาจะยอมนำตัวเองกระโจนเข้าสู่การเสี่ยงภัยอื่นของส่วนรวมร่วมกับคนอื่นๆ โดยไม่ทราบถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง

          ความเสียหายที่เลวร้ายที่สุดซึ่งประสบกับเหล่าผู้มีปัญญามุสลิมในทุกยุคทุกสมัย  ทั้งในอดีตและปัจจุบันนั้นได้ถูกกระทำให้บังเกิดขึ้นจริงตามสุภาษิตที่กล่าวว่า"บรรพบุรุษไม่ได้ทิ้งสิ่งใดเอาไว้ให้ผู้สืบมรดกต่อเติมให้งอกงามแต่อย่างใด" หรือในอีกนัยหนึ่งก็คือ"มันดีกว่าไปไม่ได้"
          ปัจจุบันไม่มีสิ่งใดจะสามารถทำประโยชน์ให้กับเหล่าผู้มีปัญญามุสลิมได้มากไปกว่าการนำเอาสุภาษิตตรงกันข้ามมาใช้ นั่นคือข้อความว่า"บรรพบุรุษได้ทิ้งหลายสิ่งหลายอย่างเอาไว้ให้ผู้สืบมรดกได้ต่อเติมให้งอกงาม" หรือ "มันย่อมดีกว่าเสมอ"อัลลอฮฺ สุบหฯ ทรงมีพระดำรัสว่า

"และพระองค์ทรงสร้างสิ่งอื่นที่พวกเจ้าไม่รู้อีก"  (อัน-นะฮฺลิ 16:8)

- - - - - - - - - - - -

เชิงอรรถ

(1) ตัวอย่างเช่นในหนังสือของข้าพเจ้าชื่อ "อิจญ์ติฮาดในชะรีอะฮฺอิสลาม"  ให้ดูบทที่มีชื่อว่า "ข้อแนะนำและการควบคุมเพื่อการทำอิจญ์ติฮาดร่วมสมัยที่ถูกต้อง"  หรือในหนังสือชื่อ "ฟิกฮฺของการดะอฺวะฮฺ : ลักษณะสำคัญของมันและขอบเขต"  โดยอุสตาซฺ อุมัรฺ อะเบด ฮะสะนะฮฺ  ให้ดูบทที่มีชื่อว่า "อิจญ์ติฮาดและการฟื้นฟูในระหว่างการควบคุมทางกฎหมายและความต้องการร่วมสมัย"  บทที่ 2 หน้า 147-188

(2) อุสเราะฮฺและกะตีบะฮฺเป็นระบบการตัรฺบียะฮฺของขบวนการอัล-อิควานุลมุสลิมูน  กะตีบะฮฺเน้นการตัรฺบียะฮฺทางด้านจิตวิญญาณ  สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับแบบวิธีของตัรฺบียะฮฺที่ใช้ในอัล-อิควานุลมุสลิมูน  กรุณาดูหนังสือชื่อ  "แบบวิธีของการศึกษาที่อัล-อิควานุลมุสลิมูนนำมาใช้"  เขียนโดย ดร.อะลี อับดุลฮะลีม มะหฺมูด  ตีพิมพ์โดยบริษัทอิสลามการพิมพ์และการจัดจำหน่าย (Islamic Inc. Publishing & Distribution) และแปลโดยอัล-ฟะลาฮฺเพื่อการแปล  การพิมพ์และการจัดจำหน่าย (El Falah for Translation, Publishing & Distribution)  (บรรณาธิการ)

(3) ขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามโดยเฉพาะอย่างยิ่งขบวนการเคลื่อนไหวที่อยู่ในโลกตะวันตกจำเป็นต้องทบทวนเป้าหมาย  ยุทธศาสตร์และแบบวิธีต่างๆ ของตนให้มากกว่าแต่ก่อน  ดังนั้นเหล่านักคิดและปัญญาชนจำเป็นต้องอุบัติขึ้นจาก "ภายใน" ขบวนการเคลื่อนไหวเอง  แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ใดก็สามารถทบทวนสิ่งต่างๆ และทำให้คนอื่นยอมรับทัศนะของตนเอง  ความจริงภายในเป้าหมาย  ยุทธศาสตร์และแบบวิธีนั้นมีบางเรื่องที่รู้จักกันว่าเป็น "ษะวาบิต" (เรื่องชัดเจนแน่นอนและเปลี่ยนแปลงไม่ได้) และไม่ต้องทำการตรวจสอบใหม่อีกครั้งหนึ่ง  ผู้ใดก็ตามที่ขัดแย้งกับษะวาบิตเหล่านี้ไม่อาจจะอ้างได้ว่าเป็นผู้สนับสนุนแบบวิธีของขบวนการเคลื่อนไหว  และความคิดเห็นของเขาไม่อาจจะถือว่าเป็น "สำนักคิด" หนึ่งภายในขบวนการเคลื่อนไหว  อย่างไรก็ตาม  บุคคลอาจจะตรวจสอบสิ่งที่เป็น "มุตะฆฺอยยิรอต" (เรื่องที่ไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงได้)ใหม่อีกครั้งหนึ่ง  และทำการพินิจพิเคราะห์เรื่องดังกล่าว  ตัวอย่างเช่น  วิธีการที่ใช้โดยขบวนการเคลื่อนไหวในปากีสถานและอียิปต์อาจจะแตกต่างกับวิธีการที่ใช้โดยขบวนการเคลื่อนไหวในฝรั่งเศสหรืออังกฤษ(บรรณาธิการ)