| ฟิกรุน ตัจญดีดียุน ? แนวความคิดฟื้นฟู | | พิมพ์ | | อีเมล์ |
|
การบูรณาการแนวความคิดทั้ง 6 สาย ( ๒ ) ชัยคฺ ดร. ยูซุฟ อัล-เกาะเราะฎอวียฺ เขียน
แนวความคิดทางด้านการฟื้นฟูไม่ได้ต่อต้านสะลาฟีย์ ข้าพเจ้าได้อธิบายเอาไว้ในหนังสือของข้าพเจ้าชื่อ "การตื่นตัวเข้าสู่อิสลามและความหายนะของโลกมุสลิมอาหรับ" ว่าไม่มีความขัดแย้งในระหว่างแนวความคิดทางด้านการฟื้นฟูและแนวทางสะลาฟีย์แต่อย่างใด ในทางตรงข้าม สิ่งทั้งสองยังเป็นด้านสองด้านที่อยู่บนเหรียญเดียวกัน กล่าวคือการฟื้นฟูขนานแท้จะมีอยู่ก็ต่อเมื่อมันมีลักษณะของสะลาฟีย์อยู่ด้วย และสะลาฟีย์ขนานแท้จะมีอยู่ก็ต่อเมื่อมันมีลักษณะของการฟื้นฟูด้วยเช่นกัน อิสลามยอมรับการฟื้นฟูที่ถูกต้องตามหลักการ เราไม่ควรกล่าวว่าขบวนการอิสลาม จุดเริ่มต้นของมัน ทิศทาง เป้าหมาย ประการแรก เรากล่าวว่าอิสลามเองได้อนุมัติให้มีการตัจญ์ดีด(การทำให้กลับคืนสภาพเดิมและการฟื้นฟู) ดังที่ถูกระบุเอาไว้ในหะดีษซึ่งเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีและได้รับการตรวจสอบความจริง ความว่า "อัลลอฮฺจะทรงส่งทุก ๆ หนึ่งร้อยปีผู้ที่จะฟื้นฟูศาสนา" (รายงานโดยอบู ดาวูด และอัล-ฮากิม) ตัจญ์ดีดเป็นสิ่งถูกต้องและถูกกำหนดขึ้นโดยหะดีษ และจะมีคำพูดอะไรที่ดีกว่าคำพูดของท่านนบี ศ็อลฯ บ้าง? ดังนั้นไม่ควรที่เราจะเกรงกลัวกับคำว่า "ตัจญ์ดีด" ในศาสนา หลังจาก(พบว่าตัจญ์ดีด)ถูกกำหนดขึ้นในหะดีษดังกล่าวแล้ว แต่สิ่งที่บังควรในที่นี้ก็คือ การกำหนดความหมายของคำว่า "ตัจญ์ดีด" เพื่อไม่ให้เกิดการล้อเลียนจากพวกที่ชอบล้อเลียนศาสนาและสัจธรรมของศาสนา ในนามของการตัจญ์ดีดที่พวกเขาใช้แอบอ้าง ข้าพเจ้าได้อธิบายเอาไว้ในงานศึกษาครั้งหนึ่งว่า ข้าพเจ้าได้เขียนเรื่องหะดีษนี้ ความหมายของตัจญ์ดีด รูปการต่างๆ ของตัจญ์ดีด และผู้ที่ควรแบกรับภารกิจนี้ โดยสรุปแล้ว การฟื้นฟูบางสิ่งบางอย่างไม่ได้หมายถึงการ
ตัจญ์ดีดของศาสนานั้นครอบคลุมการฟื้นฟูความเข้าใจเกี่ยวกับฟิกฮฺ ซึ่งเป็นตัจญ์ดีดในทางแนวความคิด ฟื้นฟูศรัทธาในศาสนา ซึ่งเป็นตัจญ์ดีดในทางจิตวิญญาณ และฟื้นฟูความพยายามเพื่อการช่วยเหลือศาสนา และการเรียกร้องเชิญชวนเพื่อการประกาศศาสนา ซึ่งเป็นตัจญ์ดีดในทางปฏิบัติ แต่ละยุคแต่ละสมัยมีความต้องการตัจญ์ดีดในรูปแบบที่เป็นของตนเอง ซึ่งจะจัดการกับความบกพร่องและบำบัดความป่วยไข้ที่เกิดขึ้นเฉพาะในแต่ละยุคสมัย อย่างไรก็ตาม มีพื้นที่หนึ่งที่ตัจญ์ดีดไม่มีทางเข้าไปเกี่ยวข้องไม่ว่าจะภายใต้เงื่อนไขใดๆ ก็ตาม นั่นคือพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับอัล-ก็อฏอียาต(ข้อสรุปแน่นอน)ที่อิสลามได้ลงคำวินิจฉัยชี้ขาดในแวดวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอะกีดะฮฺ อิบาดะฮฺและอะฮฺกาม(บทบัญญัติ) ซึ่งรวบรวมเอกภาพทางด้านหลักคำสอน จิตวิญญาณ สติปัญญาและพฤติกรรมของอุมมะฮฺมุสลิมให้เป็นปึกแผ่น ข้าพเจ้าได้นำประเด็นนี้มาบรรยายอย่างละเอียดในหนังสือเล่มอื่น ผู้อ่านอาจเข้าไปอ่านดูได้ถ้ามีความประสงค์ที่จะทำเช่นนั้น (1) ความจำเป็นของวิธีการฟื้นฟู ประการที่สอง ถึงแม้ขบวนการเคลื่อนไหวจะมีความเป็นอิสลามในแง่ของแหล่งที่มา การกำหนดทิศทาง หลักการและวัตถุประสงค์ แต่ขบวนการเคลื่อนไหวสามารถรับเอาแบบวิธีและวิธีการต่างๆ ที่เห็นว่าเหมาะสมกับการรับใช้ศาสนา และการสถาปนาศาสนาขึ้นบนหน้าแผ่นดินมาใช้ตามแต่จะเหมาะสมกับเวลา สถานที่และเงื่อนไขต่างๆ แบบวิธี วิธีการและระบบไม่ได้มีความเป็นอมตะเช่นเดียวกับตัวอิสลามเอง สิ่งเหล่านี้มิได้มีลักษณะของความเหนียวแน่นไม่เปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกับที่รากฐานและหลักการของอิสลามมีอยู่ เพราะพวกมันเป็นเพียงเครื่องไม้เครื่องมือที่สร้างขึ้นโดยความอุตสาหะและความพยายามของมนุษย์ เพื่อจะฟื้นฟูและสรรค์สร้างอิสลามลงในหัวใจและในชีวิต อิมามหะสัน อัล-บันนาเป็นผู้วางกฎเริ่มแรกให้กับการงานที่ถูกจัดระเบียบของขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามเพื่อตัจญ์ดีดอิสลาม กระนั้นท่านก็มิได้อ้างว่าตัวท่านเป็นผู้ปราศจากความผิดพลาด หรืออ้างว่าเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ที่อัลลอฮฺ สุบหฯ ได้ทรงดลใจให้แก่ท่านนั้นไร้ข้อบกพร่องด้วยเช่นกัน ทั้งๆ ที่เครื่องไม้เครื่องมือของท่านช่างดีเลิศและทรงพลังอย่างยิ่ง กระทั่งสัยยิด กุฏบฺ ได้ทำสิ่งที่ถูกต้องโดยเรียกสิ่งเหล่านั้นว่า "สุดยอดแห่งอาคาร" อดีตมุรฺชีด อัล-อาม(ผู้นำสูงสุด) อุมัรฺ อัล-ติลมีซานีย์ ได้ทำสิ่งที่ถูกต้องโดยการเรียกท่านเป็น "ผู้นำผู้มีความสามารถพิเศษที่ได้รับการหนุนนำจิตใจ" ตลอดจนเชค อัล-เฆฺาะซฺาลีย์ ได้ทำสิ่งที่ถูกต้องโดยการเรียกท่านว่า "มุญัดดิด(ผู้ฟื้นฟูอิสลาม)ของฮิจญ์เราะฮฺศตวรรษที่สิบสี่" ทั้งๆ ที่เป็นเช่นนี้ ควรทำการประเมินค่าเครื่องไม้เครื่องมือเหล่านี้จากช่วงเวลาหนึ่งถึงอีกช่วงเวลาหนึ่ง เหมือนกับที่ผู้เชี่ยวชาญการศึกษากระทำกับหลักสูตรของตน และหนังสืออ้างอิงที่ทำให้พวกเขาต้องแก้ไขปรับปรุงอยู่ทุกๆ สองสามปี โดยทำการลบ หรือแทรกตรงนั้นบ้างและแก้ไขตรงนี้บ้าง นี่คือสิ่งจำเป็นสำหรับกิจกรรมใดๆ ของมนุษย์ ไม่ว่ามันจะใกล้เคียงกับความถูกต้องแม่นยำและความสมบูรณ์เพียงใดก็ตาม อิมามหะสัน อัล-บันนาไม่ใช่ผู้ไร้ความยืดหยุ่น ในส่วนที่เกี่ยวกับแบบวิธีของท่านอิมามหะสัน อัล-บันนา ท่านอิมามหะสัน อัล-บันนาจะไม่นอนสะดุ้งอยู่ในกุโบรฺของท่าน แม้ใครบางคนจะทำการต่อเติมเสริมแต่งอุศูล(หลักการ)ของท่าน ซึ่งอาจดูเป็นประหนึ่งว่าจะประกอบให้มันสมบูรณ์ขึ้น เช่นท่านเชคอัล-เฆฺาะซฺาลีย์ได้กระทำในคำอรรถาธิบายหลัก 20 ประการในหนังสือของท่านชื่อ "ธรรมนูญแห่งเอกภาพทางวัฒนธรรมสำหรับมุสลิม" ไม่มีสิ่งใดไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางกฎหมาย จารีตหรือทางสติปัญญาจะเข้ามาขัดขวางการทบทวนวิธีการและระบบการศึกษาภายในญะมาอะฮฺเสียใหม่ เช่นระบบของอุสเราะฮฺและกะตีบะฮฺ (2) ด้วยความคิดที่จะเสริมวิธีการและระบบใหม่ๆ ให้กับสิ่งเหล่านั้น ถ้าเห็นว่าถูกต้องเหมาะสมแล้ว นอกจากนี้ยังไม่มีความเสียหายอันใดหากจะมีการตรวจสอบยุทธศาสตร์ทางการเมืองใหม่อีกครั้งหนึ่งตามการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการในระดับท้องถิ่น ภูมิภาคและระหว่างประเทศ ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน การตรวจสอบซ้ำอีกครั้งหนึ่งในลักษณะดังกล่าวอาจทำให้เกิดความจำเป็นที่จะเข้าเป็นแนวร่วมหรือเป็นพันธมิตร หรือใช้มาตรการทำสัญญาสงบศึก หรือความเป็นหุ้นส่วนตามแต่ผลประโยชน์ระดับสูงของอิสลามของอุมมะฮฺและขบวนการเคลื่อนไหวจะกำหนดให้เป็นไป แต่ละประเทศมีสภาวะพิเศษเฉพาะของตนเอง แต่ละยุคสมัยมีกฎระเบียบของตนเอง และแต่ละกลุ่มมีความสามารถ มีความต้องการและเงื่อนไขของตนเอง ซึ่งเป็นที่รู้จักของกลุ่มดีกว่ากลุ่มอื่นใด ขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามก็เหมือนกับฟิกฮฺ(วิชานิติบัญญัติอิสลาม)และศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับชะรีอะฮฺ คือจะไม่สามารถดำรงอยู่ ไม่สามารถเฟื่องฟูและเติบโตขึ้นถ้าปราศจากปัญญาของนักฟื้นฟูและนักคิดที่มีใจจดใจจ่อและสร้างสรรค์ และจะไม่ร่วงโรย เหี่ยวย่นและกลาย "เป็นหมัน" นอกเสียจากด้วยปัญญาของนักลอกเลียนแบบ(ตักลีด)ที่ไม่มีความยืดหยุ่น ถ้าหากสิ่งที่มีอยู่ในหัวของพวกเขายังจะเรียกได้ว่า "ปัญญา" อยู่ก็ตาม ความไม่ยืดหยุ่นเป็นโรคร้ายแรง ตามที่ข้าพเจ้าได้อธิบายเอาไว้ในหนังสือของข้าพเจ้าชื่อ "อัล-หัลลุล อิสลามีย์ ฟะรีเฎาะฮฺ วะ ฎ่อรูเราะฮฺ" (การแก้ไขปัญหาแบบอิสลาม : พันธหน้าที่และความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้)นั้น ความไม่ยืดหยุ่นเป็นโรคร้ายชนิดหนึ่งที่เข้าเกาะกินแนวความคิดที่ถูกจัดเป็นระบบของขบวนการเคลื่อนไหว และยังเป็นอุปสรรคประการหนึ่งที่ขัดขวางขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามจากภายในเสียด้วยซ้ำไป อีกครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าใคร่ขอย้ำว่าการตัจญ์ดีดที่เราแสวงหานั้นไม่ได้หมายถึงการทำลายล้างของเก่า หากแต่มันหมายถึงการทำให้ของเก่าทันสมัย มีการปรับปรุงให้ดีขึ้น ยกระดับให้สูงขึ้นและเสริมให้แกร่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่มุมของเครื่องไม้เครื่องมือ วิถีทางและระเบียบการ ซึ่งตามปกติแล้วมีลักษณะยืดหยุ่นและเปลี่ยนแปลงได้ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ควรจะกระทำด้วยเจตนาที่จะนำความสามารถนานาประการที่มีอยู่ในสมัยเดียวกันกับสมัยของเรามาใช้ให้เกิดประโยชน์ ตลอดจนความสามารถที่คนอื่นครอบครองและใช้ประโยชน์ สิ่งที่ข้าพเจ้าเกรงกลัวสำหรับขบวนการเคลื่อนไหวอิสลาม สิ่งที่ข้าพเจ้าเกรงกลัวที่สุดสำหรับขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามนั้นได้แก่การที่มันต่อต้านเหล่านักคิดอิสระที่อยู่ในหมู่สมาชิกของขบวนการ แล้วปิดประตูของตัจญ์ดีดและอิจญ์ติฮาด จำกัดตัวเองให้ยึดติดอยู่กับความคิดเพียงแบบหนึ่งเท่านั้น จนไม่ยอมรับความคิดเห็นของคนอื่นซึ่งเสนอแนะวัตถุประสงค์ วิถีทางหรือขั้นตอนที่แตกต่างออกไป หรือข้อคิดเห็นซึ่งนำเสนอการประเมินเกี่ยวกับบุคคล เหตุการณ์ สถานการณ์แตกต่างออกไป หรือแตกต่างไปจากวิธีคิดวิธีเดียวในเรื่องติดตามอื่นใดก็ตามซึ่งตกอยู่ภายใต้อิจญ์ติฮาดของมนุษย์ อิจญ์ติฮาดของมนุษย์นั้นอยู่ในการควบคุมของพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงตามสภาวะและปัจจัยที่กำลังเปลี่ยนไป ฟุเกาะฮาอฺของเรากล่าวเอาไว้นานมาแล้วว่า "ฟัตวาต้องเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงของเวลา สถานที่ ขนบธรรมเนียมและสภาวะต่างๆ"
ผลลัพธ์สุดท้ายที่จะเกิดแก่ขบวนการเคลื่อนไหวนั้นได้แก่การสูญเสียผู้มีปัญญาสร้างสรรค์ในระหว่างชั้นแถวต่างๆ ของขบวนการ และในที่สุดก็จะตกเป็นเหยื่อของความเฉื่อยชา หรือความไร้สมรรถภาพที่เกาะกินนิติบัญญัติ(อิสลาม)และการประพันธ์ในยุคของการลอกเลียนแบบ(ตักลีด) เมื่อนั้นสมาชิกที่เหลือของขบวนการเคลื่อนไหวก็จะคืบคลานเข้าสู่กระดองของตนเอง ทำให้ความหวังว่าจะเพียรพยายามช่วยเหลืออิสลามโดยเต็มกำลังต้องพลอยดับสูญไปด้วย หรือพวกเขาจะปฏิบัติงานคนเดียวตามลำพัง แยกตัวเองออกจากความพยายามใดๆ ของส่วนรวม หรือพวกเขาจะยอมนำตัวเองกระโจนเข้าสู่การเสี่ยงภัยอื่นของส่วนรวมร่วมกับคนอื่นๆ โดยไม่ทราบถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง ความเสียหายที่เลวร้ายที่สุดซึ่งประสบกับเหล่าผู้มีปัญญามุสลิมในทุกยุคทุกสมัย ทั้งในอดีตและปัจจุบันนั้นได้ถูกกระทำให้บังเกิดขึ้นจริงตามสุภาษิตที่กล่าวว่า"บรรพบุรุษไม่ได้ทิ้งสิ่งใดเอาไว้ให้ผู้สืบมรดกต่อเติมให้งอกงามแต่อย่างใด" หรือในอีกนัยหนึ่งก็คือ"มันดีกว่าไปไม่ได้" "และพระองค์ทรงสร้างสิ่งอื่นที่พวกเจ้าไม่รู้อีก" (อัน-นะฮฺลิ 16:8) (1) ตัวอย่างเช่นในหนังสือของข้าพเจ้าชื่อ "อิจญ์ติฮาดในชะรีอะฮฺอิสลาม" ให้ดูบทที่มีชื่อว่า "ข้อแนะนำและการควบคุมเพื่อการทำอิจญ์ติฮาดร่วมสมัยที่ถูกต้อง" หรือในหนังสือชื่อ "ฟิกฮฺของการดะอฺวะฮฺ : ลักษณะสำคัญของมันและขอบเขต" โดยอุสตาซฺ อุมัรฺ อะเบด ฮะสะนะฮฺ ให้ดูบทที่มีชื่อว่า "อิจญ์ติฮาดและการฟื้นฟูในระหว่างการควบคุมทางกฎหมายและความต้องการร่วมสมัย" บทที่ 2 หน้า 147-188 (2) อุสเราะฮฺและกะตีบะฮฺเป็นระบบการตัรฺบียะฮฺของขบวนการอัล-อิควานุลมุสลิมูน กะตีบะฮฺเน้นการตัรฺบียะฮฺทางด้านจิตวิญญาณ สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับแบบวิธีของตัรฺบียะฮฺที่ใช้ในอัล-อิควานุลมุสลิมูน กรุณาดูหนังสือชื่อ "แบบวิธีของการศึกษาที่อัล-อิควานุลมุสลิมูนนำมาใช้" เขียนโดย ดร.อะลี อับดุลฮะลีม มะหฺมูด ตีพิมพ์โดยบริษัทอิสลามการพิมพ์และการจัดจำหน่าย (Islamic Inc. Publishing & Distribution) และแปลโดยอัล-ฟะลาฮฺเพื่อการแปล การพิมพ์และการจัดจำหน่าย (El Falah for Translation, Publishing & Distribution) (บรรณาธิการ) (3) ขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามโดยเฉพาะอย่างยิ่งขบวนการเคลื่อนไหวที่อยู่ในโลกตะวันตกจำเป็นต้องทบทวนเป้าหมาย ยุทธศาสตร์และแบบวิธีต่างๆ ของตนให้มากกว่าแต่ก่อน ดังนั้นเหล่านักคิดและปัญญาชนจำเป็นต้องอุบัติขึ้นจาก "ภายใน" ขบวนการเคลื่อนไหวเอง แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ใดก็สามารถทบทวนสิ่งต่างๆ และทำให้คนอื่นยอมรับทัศนะของตนเอง ความจริงภายในเป้าหมาย ยุทธศาสตร์และแบบวิธีนั้นมีบางเรื่องที่รู้จักกันว่าเป็น "ษะวาบิต" (เรื่องชัดเจนแน่นอนและเปลี่ยนแปลงไม่ได้) และไม่ต้องทำการตรวจสอบใหม่อีกครั้งหนึ่ง ผู้ใดก็ตามที่ขัดแย้งกับษะวาบิตเหล่านี้ไม่อาจจะอ้างได้ว่าเป็นผู้สนับสนุนแบบวิธีของขบวนการเคลื่อนไหว และความคิดเห็นของเขาไม่อาจจะถือว่าเป็น "สำนักคิด" หนึ่งภายในขบวนการเคลื่อนไหว อย่างไรก็ตาม บุคคลอาจจะตรวจสอบสิ่งที่เป็น "มุตะฆฺอยยิรอต" (เรื่องที่ไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงได้)ใหม่อีกครั้งหนึ่ง และทำการพินิจพิเคราะห์เรื่องดังกล่าว ตัวอย่างเช่น วิธีการที่ใช้โดยขบวนการเคลื่อนไหวในปากีสถานและอียิปต์อาจจะแตกต่างกับวิธีการที่ใช้โดยขบวนการเคลื่อนไหวในฝรั่งเศสหรืออังกฤษ(บรรณาธิการ) |
|||||





