| ?มากกว่า? การห้าม | | พิมพ์ | | อีเมล์ |
|
“มากกว่า” การห้าม โดย อัล อัค ผมนำเรื่องนี้มาพูด มิใช่อะไรครับ ก็เพราะบางคนคิดเอาเองว่า สำนวน “จงออกห่าง...” เป็นคำเบา ๆ ไม่ได้ห้ามแต่ให้ห่างเท่านั้นเอง
ความจริงแล้ว สำนวนทำนองนี้ปรากฏอยู่ในอัล-กุรอานหลายที่ด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อกล่าวถึงความชั่วร้ายที่หนักหนาทั้งหลาย เช่น เมื่อกล่าวถึง ซีนา สุรา การพนัน บางที่ก็ใช้สำนวนนี้กับบาปใหญ่ทั้งหลาย ในบางที่ใช้สำนวนนี้กับฏอฆูต(เจว็ดทั้งหลาย) กล่าวได้เลยว่า สำนวนนี้จึงเป็นการห้ามที่มีความหมาย “มากกว่า” การห้ามธรรมดา คือไม่เพียงแค่ห้ามมัน แต่ยังห้ามไปถึงสื่อหรือวิธีการต่าง ๆ ที่นำไปสู่มันอีกด้วย ดังที่อัล-กุรอานสั่งให้ออกห่างจากสุรา ซึ่งคำสั่งนี้ถูกเข้าใจดังคำพูดของท่านนบีที่ว่า “อย่าดื่มมัน อย่านำพาหรือแบกหามมัน อย่าขาย อย่าซื้อ และอย่านั่งลงในวงที่ดื่มมัน” เพราะฉะนั้น คนที่เข้าใจว่าสำนวน “จงออกห่าง” เป็นเรื่องเบา ๆ มิใช่ระดับการห้ามนั้น กำลังเข้าใจผิดใหญ่โตต่อความหมายของอัล-กุรอาน อีกด้านหนึ่ง คนจำนวนไม่น้อยกลับไม่ให้ความสำคัญเท่าไรนักกับการ “ออกห่าง” หรือการสร้างวิถีชีวิตที่อยู่กันคนละฟากกับความชั่ว ดังตัวอย่างที่มุสลิมโดยทั่วไปไม่พอใจหากใครสักคนมานั่งดื่มเหล้าที่หน้า บ้าน หรือมีชายหญิงมานั่งพลอดรักกันที่ตรงประตูทางเข้าบ้าน นั่นคือเรารู้สึกไม่พอใจที่เห็นความชั่วในแบบตรงไปตรงมา แต่เรากลับรู้สึกธรรมดาที่พฤติกรรมเหล่านี้ปรากฏอยู่ในจอทีวีในบ้านเรา ในห้องลูกชายหรือลูกสาวเรา สังคมเราทุกวันนี้จึงอ่อนแอมากในการสร้างพฤติกรรม “ออกห่าง” ให้กับคนรุ่นใหม่ ผมแปลกใจกับบางคนที่ต่อต้านซีนา(ผิดประเวณี) แต่เห็นว่าการเป็นแฟนกัน การไปติวหนังสือกันระหว่างชายหญิงเป็นเรื่องไม่เสียหายอะไร ผมไม่อยากบอกเลยว่า ซีนาในรั้วมหาวิทยาลัย มันพัฒนามาจากการติวหนังสือด้วยกันนั่นแหละ ขอยกตัวอย่างให้เห็นชัดขึ้น กรณีของคนที่เป็นกระเทย(เกย์ ตุ๊ด หรืออะไรทำนองนี้)และต้องการเตาบัตหรือกลับเนื้อกลับตัว ผมรู้สึกเห็นใจครับ หลายคนพยายามปรับพฤติกรรม แต่หลายคนก็ต้องร้องให้ เพราะมันเลิกไม่ได้จริง ๆ ผมคิดว่าหลายคนที่เลิกไม่สำเร็จ มิใช่อะไรหรอกครับ เพราะเขาไม่เข้าใจว่า การเตาบัต(กลับเนื้อกลับตัว)นั้น ต้องสร้างพฤติกรรมใหม่ที่ไม่ให้ตกไปสู่ความผิดนั้นอีก ด้วยการสร้างพฤติกรรมที่ออกห่างหรือทำให้อยู่คนละฟากกับความผิด นั่นคือมันต้องอาศัยองค์ประกอบที่ ส่วนตัวผมแล้ว สังคมที่เน้นหนัก “การห้าม” แบบทื่อ ๆ นั้นเป็นสังคมที่สร้างความรู้สึกที่ตึงเครียด แต่สังคมที่มีความสุขสงบ คือสังคมที่เน้นหนักมาตรการที่ “มากกว่า” การห้าม จากประสบการณ์ที่เคยเจอ เมื่อพบว่าชายหญิงคู่ใดคบกันเป็น “แฟน” นั้น ยากเหลือเกินที่จะบอกให้เลิกแบบตรงไปตรงมาได้ ว่ากันว่าสภาพเช่นนี้เป็นดังเพื่อนผมบอกว่ายิ่งกว่า “ติดยา” เสียอีก แล้วเมื่อใดที่พวกเราพยายามให้เลิก ก็คล้าย ๆ กับต้องไปช่วยคนให้เลิกยาเลย นอก จากนี้ สิ่งที่ต้องเจอต่อมาก็คือบรรยากาศเริ่มตึงเครียดมากขึ้น เพราะนอกจากจะไม่เลิกแล้ว ยังต้องเจอทั้งคู่นั่งกินข้าวด้วยกัน ไปเที่ยวด้วยกัน นั่งมอเตอร์ไซต์ซ้อนท้ายกัน และสารพัดกิจกรรมที่เห็นเคียงคู่กัน ก็ยิ่งสร้างความตึงเครียดให้กับทุกฝ่าย บางคนที่เติบโตมาจากบรรยากาศอิสลามอาจไม่เข้าใจเรื่องนี้ บางคนอาจตั้งคำถามซื่อ ๆ ว่า อัลลอฮฺห้ามแล้ว ทำไมยังทำอีก? นี่เป็นคำถามที่ง่ายเกินไป ปราศจากการรับรู้ความจริงว่า บาปใหญ่ต่าง ๆ นั้น ผู้ใดได้เสพแล้วมักจะติด อย่าว่าแต่เรื่องผู้หญิง สุรา การพนันเลย แม้แต่เรื่องชิรกฺก็เถอะ ดังที่เราได้พบความจริงที่ว่าชาวบ้านมุสลิมจำนวนมากยึดติดกับการเชื่อโชค ลางอย่างถอนตัวไม่ขึ้น จะแต่งงานก็ต้องดูวันดูฤกษ์ จะปลูกบ้านก็ต้องมีการลงเสาเอก ใครไปคัดค้านตรง ๆ ก็โดนข้อหาว่าเป็นพวกวะฮาบียฺ(ทำยังกับว่า อีหม่ามท่านอื่น ๆ ยอมรับเรื่องเหล่านี้อย่างนั้นแหละ) แม้ เราต้องยอมรับว่า บางครั้งก็ต้องเผชิญหน้ากับความผิดใหญ่ ๆ ทั้งหลาย อย่างตรงไปตรงมา เพราะมันมาถึงหน้าบ้านหรือถึงตัวแล้ว เราจึงต้องเผชิญหน้ากับมันด้วยการห้ามที่หนักแน่น ดังเช่นเรายืนหยัดคัดค้านชิรกฺที่เข้ามาถึงบ้านเรา หรือมีคนเมาเดินเข้ามาในบริเวณบ้านเรา แต่ในการแก้ปัญหาระยะยาวหรือแบบครอบคลุมในสนามทั่วไป เราต้องการเครื่องมือหรือมาตรการที่ “มากกว่า” การห้าม หรือทำอย่างไรที่เราจะสร้างมาตรการที่ให้ “ออกห่าง” หรือ “อยู่กันคนละฟาก” กับพฤติกรรมที่ผิด ๆ ทั้งหลายที่สังคมทั่วไปเสพมันติดไปแล้ว นี่คือโจทย์ที่ท้าทายยิ่ง สำหรับนักดะอฺวะฮฺทั้งหลาย !!! ……………………. |



