|
บัยตุล มักดิส สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ของอิสลาม 
อบู ฮุมัยรฺแปลและเรียบเรียง
ปาเลสไตน์ในความศรัทธาของอิสลาม ความสำคัญของปาเลสไตน์ต่อความศรัทธา ปรากฏหลักฐานชัดเจนจากการอ้างอิงบ่อยครั้ง ทั้งในอัลกุรอานและหะดีษของท่านนบี( ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ) ความสำคัญอันยิ่งใหญ่ของปาเลสไตน์ที่มีต่อมุสลิมนั่นคือ การมีบัยตุล มักดิส(สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์) อันเป็นศาสนาที่อันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในอิสลามที่อยู่นอกแผ่นดินฮิญาซ ทั้งมัสญิด อัล อักศอและโดมศิลาทองนั้นถูกสร้างขึ้นในพื้นที่ของบัยตุล มักดิส บัยตุล มักดิสในปาเลสไตน์นั้นเป็นศูนย์กลางของการอิสเราะฮฺและเมี๊ยะรอจญฺของ ท่าน นบีมุฮัมมัด(ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม) ในอัล กุรอานกล่าวความว่า “มหาบริสุทธิ์ผู้ทรงนำบ่าวของพระองค์เดินทางในเวลากลางคืน จากมัสยิดอัลหะรอมไปยังมัสยิดอัลอักซอ ซึ่งบริเวณรอบมันเราได้ให้ความจำเริญ เพื่อเราจะให้เขาเห็นบางอย่างจากสัญญาณต่างๆของเรา แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น” อัลอิสรออฺ 1 บัยตุล มักดิสในปาเลสไตน์เป็นมัสญิดหลังที่สองที่ถูกสร้างขึ้นบนหน้า แผ่นดินหลังจาก มัสญิด อัล หะรอมในมักกะฮฺ ในหะดีษของอบู ดัรดาอฺกล่าวว่า “ครั้งหนึ่ง ฉันถามท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม) ว่ามัสญิดใดที่ถูกสร้างขึ้นเป็นมัสญิดแรกบนหน้าแผ่นดิน” ท่านตอบความว่า “มัสญิด อัลหะรอม” จากนั้นฉันถามต่ออีกว่า จากนั้นมัสญิดใด? ท่านตอบความว่า “มัสญิด อัล อักศอ” จากนั้นฉันถามท่านอีกว่า ระยะเวลาระหว่างการสร้างสองมัสญิดกี่ปี? ท่านกล่าวความว่า “สี่สิบปี” บัยตุล มักดิสในปาเลสไตน์นับว่าเป็นกิบละฮฺแรก(ทิศที่บรรดามุสลิมผินหน้าไปสู่ในการ ละหมาด) มุสลิมเคยผินหน้าไปสู่บัยตุลมักในขณะทำการละหมาดในช่วงเวลาที่ท่านนบีมุฮัม มัด(ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม)ใช้ชีวิตอยู่มักกะฮฺ และ 16 เดือนแรกของช่วงเวลาแห่งมะดีนะฮฺ หลังจากนั้นอัลลอฮฺทรงบัญชาให้เปลี่ยนกิบละฮฺไปสู่ อัล กะอฺบะฮฺในมักกะฮฺ
การละหมาดในมัสญิดอัล อักศอเสมือนกับละหมาด 500ครั้ง ในมัสญิดอื่นยกเว้น มัสญิด อัล หะรอมในมักกะฮฺและมัสญิดนะบะวียฺ(มัสญิดของท่านนบี)ในมะดีนะฮฺ ในหะดีษของท่านนบีมุฮัมมัด(ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม)กล่าวว่า “การ ละหมาดในมัสญิดอัล-ฮะรอมเท่ากับการละหมาด 100,000 ครั้ง และการละหมาดในมัสญิดของฉัน(ในมะดีนะฮ์)เท่ากับการละหมาด 1,000 ครั้งและการละหมาดในบัยตุลมักดิศเท่ากับการละหมาด 500 ครั้ง” (บันทึกโดยฏ็อบรอนี)
นอกจากนี้ ยังมีอายะฮฺอัลกุรอานอีกจำนวนมาก รวมทั้งหะดีษของท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม) อีก ที่กล่าวถึงทั้งความสำคัญของบัยตุล มักดิสในอิสลาม และข้อเท็จจริงที่ว่าอัลลอฮฺทรงมอบความจำเริญให้กับดินแดนที่อยู่รอบบริเวณ ดังกล่าว อัลกุรอานและหะดีษจำนวนมากได้กล่าวถึงดินแดนอันจำเริญแห่งปาเลสไตน์ จนทำให้ดินแดนแห่งน ี้เป็นที่รักยิ่งของบรรดาเศาะฮาบะฮฺของท่านนบี (ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม) จนกระทั่งว่าในครั้งที่อุมัร อิบนุ ค๊อฏฏ๊อบ รอดิยัลลอฮุ อันฮุ ได้เข้าไปพื้นที่แห่งนี้เป็นครั้งแรก ท่านได้ประกาศว่าดินแดนปาเลสไตน์แห่งนี้ทั้งหมดจะถูกแบ่งส่วนเป็นที่วะ กัฟ(การบริจาคทรัพย์สินเพื่อสาธารณกุศล)สำหรับมุสลิมทุกคนที่จะเข้ามายังดิน แดนแห่งนี้ หลังจากศึกษาอัล กุรอานและหะดีษและการปฏิบัติของบรรดาเศาะฮาบะฮฺของท่านนบีแล้ว ไม่มีเหตุผลใดที่จะปฏิเสธได้ว่าปาเลสไตน์ในฐานะที่เป็นดินแดนอันจำเริญและมี เกียรติแห่งนี้นั้นมีความสำคัญอย่างมากต่อศรัทธาชนทุกคนในอิสลาม ปาเลสไตน์ในประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ของปาเลสไตน์แสดงถึง ประวัติศาสตร์อิสลามนับตั้งแต่นบีคนแรกของอิสลาม นบีอาดัม อะลัยฮิสลามจนถึงนบีคนสุดท้ายของอิสลาม มุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม) ปาเลสไตน์เป็นดินแดนของบรรดานบีที่ถูกส่งมาพร้อมสาส์นแห่งอิสลาม ดังนั้นจะไม่ถูกปกครองโดยคนใดมากไปกว่าผู้ที่สนับสนุนสาส์นแห่งอิสลามโดยการ จัดตั้งและดำเนินตามบัญญัติอิสลาม
มัสญิดอัลอักศอ นับว่าเป็นมัสญิดหลังที่สองถูกสร้างบนหน้าแผ่นดินสี่สิบปีหลังจากสร้างมัสญิด อัล หะรอม เป็นสถานที่อัน ศักดิ์สิทธิ์ที่บรรดานบีจำนวนมากเกิดหรือตายที่นั่น เช่น ท่านนบีอิบรอฮีม นบีลูฏ นบีดาวุด นบีสุลัยมาน นบีมูซาและนบีอีซา ขณะที่นบีดาวุดและนบีสุลัยมานสามารที่จะสร้างรัฐอิสลามในปาเลสไตน์ซึ่งวาง รากฐานอยู่บนกฎหมายที่มาจากพระเจ้า ตามที่กล่าวไว้ทั้งไบเบิ้ลและอัลกุรอาน ซึ่งผู้สืบทอดของพวกเขาได้หลงออกจากแนวทางที่ถูกต้อง ด้วยการฝ่าฝืนบัญญัติที่อัลลอฮฺทรงประทานลงมา แล้วนำตัวของพวกเขาเองไปสู่การลงโทษจากอัลลอฮฺซึ่งรวมถึงการถูกเนรเท ศจากดิน แดนอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้
บัยตุล มักดิศเป็นสถานที่แห่งการอิสเราะอฺและเมี๊ยะรอจญฺของท่านนบี มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัมในช่วงการเผยแพร่สาส์นของท่านที่มักกะฮฺ
ปาเลสไตน์ ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของมุสลิมในช่วงยุคสมัยของ อุมัร อิบนุ ค๊อฏฏ๊อบ รอดิยัลลอฮุ อันฮุ เคาะลีฟะฮฺคนที่สอง ดังนั้นปาเลสไตน์จึงถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐอิสลามที่ปกครองด้วยกฎหมายอิส ลาม กฎหมายใหม่นี้ไม่เพียงแต่ได้รับการต้อนรับจากมุสลิมเท่านั้น แต่ได้รับการต้อนรับจากยิวและคริสเตียนปาเลสไตน์ผู้ที่เคยใช้ชีวิตอยู่ภาย ใต้อาณาจักรไบเซนไทน์ที่ปกครองอย่างกดขี่อีกด้วย ช่วงนั้นไบเซนไทน์ทำการระรานชาวคริสเตียน เนื่อง จากชาวคริสเตียนปาเลสไตน์มีนิกายที่แตกต่างกัน แต่อย่างไรก็ตาม มุสลิมประกันถึงอิสรภาพในเรื่องศาสนาให้กับชาวคริสเตียนทั้งหมดโดยไม่คำนึง ถึงนิกายของพวกเขาแต่อย่างใด ในปี 1099 ปาเลสไตน์ถูกรุกรานจากพวกครูเสดแห่งยุโรปและถูกยึดครอง ภายหลังจากนั้นไม่กี่ศตวรรษ ช่วงของการยึดครองเกิดการสังหารหมู่และความอยุติธรรมเกิดกับมุสลิม ชาวยิวและชาวคริสเตียนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ กฎหมายที่ถูกใช้ในดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับความจำเริญจากอัลลอฮนั้น เป็นเพียงกฎหมายของกลุ่มคนที่มีอิทธิพลและการกดขี่ข่มเหงเท่านั้น
ในปี 1187 ปาเลสไตน์ นั้นได้รับการปลดปล่อยโดยมุสลิมภายใต้การนำของศอลาฮุด ดีน อัล อัยยูบียฺ ผู้ที่นำกฎหมายอิสลามกลับคืนสู่ดินแดนแห่งนี้อีกครั้ง ในปี 1917 รัฐบาลอังกฤษได้ออกประกาศบัลโฟ ซึ่งประกาศว่าปาเลสไตน์เป็นมาตุภูมิของยิว ในขณะนั้นมีประชากรยิวประมาณ 8% จากประชากร ปาเลสไตน์ และถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินประมาณ 2.5% ของดินแดนแห่งนี้
ในปี 1918 อังกฤษและพันธมิตรลัทธิชาตินิยมอาหรับของพวกเขามีชัยชนะเหนืออาณาจักรออตโต มาน อังกฤษได้ฉีกอาณาจักรออตโตมานออกเป็นเสี่ยงๆและเข้ายึดครองปาเลสไตน์ อังกฤษเริ่มยุทธการของการให้ยิวจากยุโรปอพยพเข้าสู่ปาเลสไตน์โดยทันที
ในปี 1948 ยิว เรียกร้องให้สถาปนารัฐของพวกเขาเองเหนือดินแดนปาเลสไตน์และ ให้ตั้งชื่อว่าอิสราเอล มุสลิมจำนวนร้อยคนจากทุกพันคนถูกบังคับให้ออกจากปาเลนไตน์ภายใต้การกดดันทาง การทหารของกลุ่มก่อการร้ายชาวยิว เช่น ออกัน (Irgun) ลีวาย (Levi) และฮาเกนอต (Haganot) ซึ่งได้รับเงินช่วยเหลือและติดอาวุธโดยทหารอังกฤษ ในปี 1967 อิสราเอลโจมตี อียิปต์ จอร์แดน ซีเรียและยึดครองดินแดนจำนวนมาก รวมไปถึงมัสญิด อัล อักศอในช่วงแรก นับตั้งแต่ช่วงเวลานั้น มัสญิด อัล อักศอตกเป็นเป้าหลายต่อหลายครั้งของชาวยิวในความพยายามที่จะทำลายหรือเผาไฟ รวมไปถึงการพยายามอย่างหนักที่จะก่อให้เกิดการพังทลายด้วยการขุดอุโมงใต้ดิน พวกยิวรู้ว่ามัสญิด อัลอักศอคือสัญลักษณ์ของศาสนาอิสลามในดินแดนแห่งนี้และพวกเขาต้องการที่จะขจัด ร่องรอยแห่งอารยธรรมของอิสลามทุกอย่างที่มาจากปาเลสไตน์ เมื่อพูดถึงประวัติศาสตร์อิสลามใน ปาเลสไตน์และความสำคัญต่อหลักอะกีดะฮฺอิสลาม และหลังจากความล้มเหลวในวิธีการต่างๆ ที่ไม่ใช่รูปแบบอิสลาม ในการปลดปล่อยปาเลสไตน์จากการยึดครองของยิวไซออนนิสต์ วิธีการแบบอิสลามก็กำลังปรากฏขึ้นมาอีกครั้งด้วยกับวิธีการที่ทรงอำนาจและ เป็นที่ยอมรับในการปลดปล่อยดินแดนที่ถูกยึดครอง
อิสลามคือศาสนาแห่งสันติภาพที่ผูกพันอยู่กับความยุติธรรมแห่งพระเจ้า อิสลามเท่านั้นที่ให้เกียรติกับศาสนาที่วิวรณ์จากพระเจ้า เนื่องจากเป็นเพียงศาสนาเดียวที่ยอมรับนบีทั้งหมดนับตั้งแต่นบีอาดัมจนถึง นบีมุฮัมมัด(ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม) เป็นศาสนาเพียงหนึ่งเดียวที่ยอมรับและเชื่อว่าบรรดานบีทั้งหมดนำมาซึ่งสาส์ นที่มีแก่นสำคัญเหมือนกัน และด้วยเหตุนี้มนุษย์ทุกคนควรได้รับอิสรภาพในการเคารพสักการะตามที่พวกเขา พึงพอใจโดยปราศจากการกดขี่ข่มเหงหรือการรบกวน จากเหตุผลนี้เป็นการพิสูจน์ตัวเองผ่านประวัติศาสตร์ว่าศาสนาที่ใจกว้างเท่า นั้นที่จะนำไปสู่สันติภาพและเกียรติภูมิแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้ อิสลามเท่านั้นที่สามารถนำสันติภาพกลับคืนสู่ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ได้
|