|
เผชิญหน้ากับปัญหาที่รุมเร้าด้วย “สติ” โดย อัล อัค
ถ้าจะยกปัญหาในสังคมมุสลิมมาพูดคุยมีอยู่มากมาย อาทิ ปัญหา เรื่องมุสลิมะฮฺ เช่น คลุมฮิญาบแต่อวดโฉม(ตะบัรรุจญฺ) มีแฟนเป็นคนต่างศาสนิก ฯลฯ ปัญหาเยาวชน เช่น ยาเสพติด มั่วสุมหรือไม่ก็เบี่ยงเบนทางเพศ ฯลฯ ปัญหาชาวบ้าน เช่น ไม่ละหมาด การอ่านอัล-กุรอานไม่ได้ เป็นหนี้เป็นสิน ฯลฯ ปัญหาคนรวย เช่น ไม่จ่ายซะกาต ทำตัวเป็นทุนนิยม ฯลฯ ปัญหานักศึกษา เช่น รู้แต่เรียนแต่ไม่เรียนรู้ รู้จักแต่เอาตัวรอด ฯลฯ ปัญหานักการเมืองมุสลิม เช่น ยึดพรรคเป็นใหญ่กว่าความเป็นพี่น้อง ฯลฯ ปัญหาโต๊ะครู เช่น นัดโต้กันในเรื่องปัญหาศาสนา แยกตัวตั้งสำนักใหม่ ฯลฯ เราจะเห็นว่าปัญหามีตั้งแต่ ชาวบ้านธรรมดาไปจนถึงระดับโต๊ะครู ตั้งแต่คนยากจนไปถึงคนร่ำรวย ดูเหมือนว่าทุกๆอย่างกำลังกลายเป็นปัญหาที่ซ้ำซ้อน ทับถมกันวันแล้ววันเล่า เป็นวงจรที่หาทางออกไม่ได้ทำให้ “คนทำงานอิสลาม” ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมรู้สึก “มึน” เอา ง่ายๆ เมื่อคนหนึ่งพูดถึงปัญหาการจัดความ สัมพันธ์ระหว่างระหว่างหญิงชาย ก็ได้แต่ถอนหายใจ เพราะจำนวนมาก(หรือส่วนมาก)ไม่ยอมรับกติกาของอิสลาม เราจึงยังคงเห็นมุสลิมและมุสลิมะฮฺที่คลุมฮิญาบหลายคู่ก็ยังคงเดินควงกัน หรือนั่งคุยกันเป็นคู่ๆโดยไม่แยแสสายตาผู้ใหญ่กันเอาเลย หรือ ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นอีกเช่นความพยายามที่จะบอยคอตสินค้าที่ อยู่ในรายชื่อสินค้าของผู้กดขี่ อาทิ น้ำดำบางยี่ห้อ แต่ความเป็นจริงที่ปรากฏก็ทำให้แกนนำการรณรงค์ถึงกับอึ้ง เมื่อพบว่าคนที่เคร่งครัดจำนวนมากก็ยังคงดื่มหรือขายมันกันอย่างเปิดเผย “มันเป็นความจริงที่ช่างปวดร้าวเหลือเกิน” เพื่อนคนหนึ่งบอกผมเมื่อเห็นความจริงว่า คนไว้เคราที่เคร่งครัดในการปฏิบัติศาสนกิจจำนวนมากไม่ได้รู้สึกอันใดกับการบริโภคสินค้าศัตรูเลย หยุดประณามแล้วหันมาคิด สิ่งที่มักเผลอให้เกิดขึ้น เมื่อมีการพูดถึงความเลวร้ายของสังคม ก็คือการที่ช่วยกันตัดสินว่ามันเป็นความเลวร้ายขนาดไหนแต่เพียงด้านเดียว โดยขาดการสนใจที่จะถกกันถึงการหาวิธีแก้ไข หรือจะฉุกคิดกันสักนิดว่าปัญหาที่ยกมาเป็นตัวอย่างข้างต้นมันอาจเป็นแค่ ปรากฏการณ์ของปัญหา ยังไม่ตัวปัญหาจริงๆ แล้วอะไรคือปัญหาจริงๆ นี่เป็นประเด็นที่น่าสนใจ แต่สิ่งที่คน(ดี)หลายคนมักจะทำกันหลังจากประสบปัญหาคือ การตั้งตัวเป็นศาลตัดสิน การจัดระดับให้คนเลวเป็นญาฮิล(คนขาดความรู้เรื่อง อิสลาม) ฟาซิก(มุสลิมที่ฝ่าฝืนหลักการ) มุนาฟิก(คนหน้าไหว้หลังหลอก) กาฟิร(ผู้ปฏิเสธศรัทธา) มุรตัด(คนสิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิม) เป็นต้น การประณามนั้นเป็นเรื่องง่าย ใครๆก็ทำกันได้ และหลายๆครั้งการประณามความชั่วร้ายไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของการคิดที่จะทำ อย่างไรให้มันดีขึ้น แต่อยู่บนเจตนาที่คิดว่าตนเองนั้น “ดีกว่า” คนรุ่นใหม่มุสลิมคนใดที่มุ่งมั่นจะเข้ามาทำงาน เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่อิสลามจะต้องเลิกกระทำอะไรที่มันง่ายๆ ดังเช่นการเอาแต่นั่งประณามความเลวร้ายสังคมกันแต่อย่างเดียว แต่ให้หันมาวิเคราะห์ถึงเหตุของปัญหา เบื้องหลังของปัญหา และปัจจัยต่างๆที่ทำให้เกิดปัญหาแทน ผมชอบชื่อหนังสือเล่มหนึ่งของชัยคฺ ฮะซัน อัล ฮุฎอยบียฺ ผู้นำขบวนการภราดรภาพอิสลามคนที่สองชื่อว่า ดุอาฮฺ ลา กุฎอฮฺ – นัก ดะอฺวะฮฺ(คนทำงานอิสลาม)ไม่ใช่ตุลาการ กำหนด“ท่าที” เสีย ใหม่ เรื่องแรก เมื่อพูดถึงการแก้ไขปัญหาต่างๆที่รุมเร้าเรา เราไม่อยากได้ยินคำกล่าวที่ว่า “อัลลอฮฺกำหนดแล้ว ก็ต้องปล่อยไปอย่างนี้” หรือ คำพูดอื่นๆในทำนองเดียวกันนี้ คำกล่าวประเภทนี้ฟังดูเหมือนเป็นผู้ศรัทธาที่หนักแน่นกันความเชื่ออิสลาม แต่ความจริงกับตรงกันข้ามกับหลักศรัทธาอิสลาม หรือจะกล่าวให้ถูกที่สุดก็คือมันเป็น “ปฏิปักษ์” กับ ความเชื่ออิสลาม การพูดว่า “อัลลอฮฺกำหนดทุกอย่างแล้ว” นั่นถูกต้อง แต่การพูดว่า “ก็ต้องปล่อยไปอย่างนี้” นั่นผิด เพราะวิธีคิดของอิสลามคือ “อัลลอฮฺกำหนดแล้ว และเราต้องพยายามอย่างสุดความสามารถ” ผมไม่มีเจตนาจะพูดถึงเรื่องหลัก “เกาะดัร” หรือ การกำหนด สภาวะจากอัลลอฮฺในแง่เทววิทยา เพียงแต่ต้องการจะบอกว่าการที่หลายคนไม่เข้าใจข้อความสองตอนนี้หรือคิดว่า ข้อความสองตอนนี้ “ขัดแย้ง” กันเนื่องจากเรามัก จะคิดอะไรอยู่ในกรอบที่เราเคยชิน ซึ่งเราคิดว่าถูกต้องที่สุดแล้ว ความจริงโลกของเราอยู่ในกรอบที่เรา “เข้าใจได้” และ ที่กรอบที่เรา “ไม่อาจเข้าใจได้” เราจะต้องวาง แนวคิดสอง ด้านนี้ให้อยู่ใน “ที่” ของ มันให้ถูกต้อง อิสลามต้องการให้เราใช้ศักยภาพ ที่เรามีอยู่ทั้งหมดในการพยายามทำงานต่างๆ ในการเปลี่ยนแปลงชีวิตที่(รู้สึกว่า)ไร้แก่นสารไปสู่ชีวิตที่มีความหมาย ภายใต้กรอบที่เราเข้าใจได้ นี่คือด้านหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันอิสลามสอนให้เรารับรู้อย่างเต็มเปี่ยมว่า มีโลกที่เรามิอาจเข้าใจได้ ได้วางผลลัพธ์ให้กับทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว รากฐานการคิด “สองด้าน” ที่ ดูเหมือนจะ ขัดแย้งกัน แต่เป็นการคิดที่จำเป็นต้องอยู่ด้วยกันในตัวมุสลิม มิแปลกที่มุญาฮิดีน(นักต่อสู้ในวิถีทางอิสลาม)ในอดีตที่เข้าถึงคำสอนนี้ จึงทุ่มเททรัพยากรทุกด้านเพื่อการต่อสู้ในสมรภูมิ โดยถือว่านี่คือโลกที่เป็นไปตามกติกา หากผิดพลาดก็กลับมาดูว่าผิดกติกาอะไรไปบ้าง แต่ขณะเดียวกันพวกเขาก็ยิ้มรับวันแห่งความตายที่จะเข้ามาเยือนชีวิตของเขาเมื่อใดก็ได้ โดยถือว่ามันเป็นโลกที่พวกเขาไม่อาจเปลี่ยนแปลงมันได้ ในสงครามอุฮุด กองทัพอิสลามของท่านนบี(ศ็อลฯ)พบกับความปราชัย เนื่องจากนักรบบางส่วนขาดวินัย นี่คือโลกที่เป็นไปตามกติกาและแบบแผนของมัน ถึงตอนนี้มันอาจทำให้หลายคนเริ่มมองเห็นแล้วว่า การเผชิญหน้ากับปัญหาของสังคมมุสลิมนั้น ต้องเผชิญด้วยความรู้สึกนึกคิดสองด้านนี้คือ การตระเตรียมกำลังทุกอย่างให้เป็นไปตามแบบแผนและกติกาการต่อสู้ที่เข้าใจได้ ในกรอบทางโลกแห่งดุนยานี้พร้อมๆกับการเชื่อมั่นในการกำหนดแล้วจากอัลลอฮฺ นี่เป็นประเด็นแรกที่อยากจะทำความเข้าใจกับคนที่ ทุ่มเทในการแก้ปัญหาสังคม เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอะกีดะฮฺ(หลักยึดมั่น) ซึ่งอิสลามถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเป็นแกนกลางของคำสอนอิสลาม เราจะเห็นได้ชัดแล้วว่าอะกีดะฮฺไม่ได้แปลว่า “เชื่อ” ธรรมดาๆ ตามที่คนไทยทั่วไปเข้าใจ แต่เป็นความเชื่อที่ปลูกฝังทัศนะคติการมองโลก คุณค่าและความหมายแห่งชีวิต วิถีทางและเป้าหมายของการดำรงอยู่ ฉะนั้น จะมีอันตรายและส่งผลร้ายขนาดไหน หากเราเข้าใจอะกีดะฮฺของอิสลามคลาดเคลื่อน นี่เป็นเหตุผลที่อิสลามต้องเริ่มต้นทุกอย่างด้วยอะกีดะฮฺ บรรดาศาสนทูตต่างๆก็เริ่มต้นด้วยอะกีดะฮฺ นักฟื้นฟูอิสลามทุกยุคทุกสมัยก็เริ่มด้วยอะกีดะฮฺ ผมเน้นแล้วว่า อะกีดะฮฺนี้คือการปลูกฝังอุดมการณ์ความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม และทัศนคติ ทุกวันนี้ที่ทำให้พวกเราหลายคนรู้สึกไม่ดีกับคำว่าอะกีดะฮฺ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าประเด็นอะกีดะฮฺถูกนำมาเป็นเพียงหัวข้อทางวิชาการที่มุ่งถกกันเพื่อเอาชนะกันมากกว่าการเปิดเผยความจริงจากวิชาการที่ลึกซึ้ง กำหนด “วีธีการ” แบบอัล-กุ รอาน ปัญหาต่อมาก็คือ การทุ่มเทต่อสู้กับปัญหาตามแบบแผนตามที่กล่าวมาข้างต้นไม่ใช่สิ่งที่เราคิด ขึ้นเองตามลำพัง หรือเกิดจากมติที่ประชุมล้วนๆ ผมไม่ได้ปฏิเสธความสำคัญของ “การคิด” และ “มติ” ของการประชุมหรือสภาอะไรสักอย่างที่จัดตั้งขึ้น รากฐานของปัญหาและโรคร้ายในสังคม มนุษย์นั้นมีต้นเหตุของมัน และมีความสลับซับซ้อนหลายมิติ การเข้าไปแก้ไขปัญหาดังกล่าวต้องใช้แนวคิดที่กว้างขวาง ครอบคลุม และต้องไม่แยกปัญหาใดปัญหาหนึ่งออกจากกัน ดังนั้น การวางแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆทั้งหมดจึงไม่อาจมาจากระบอบคิดของมนุษย์ที่เราให้ “เครดิต” ว่าเป็น อัจฉริยะบางคนได้ เราไม่อาจเชื่อถือได้ถึงผลที่จะได้จากความจำกัดของคนบางคนหรือสำนักคิดใดๆ ได้ ปัญหาของมนุษย์จึงต้องอาศัยความจริงจังมากกว่าจะนำทฤษฎีต่างๆที่คิดกันขึ้น มาทดลองกันดู “เผื่อว่า” มันจะได้ผล เราจะเห็นว่า เมื่อท่านนบีมุฮัมมัด(ศ็อลฯ)นั้นลงสู่สนามการต่อสู้ ท่านมิได้ใช้แนวคิดอันเป็นอัจฉริยะของท่านโดยลำพัง แต่เกิดจากการใช้ผ่านแบบแผนจากอัล-กุรอาน ซึ่งเป็นแบบแผนที่มาจากพระผู้สร้าง เราจะพบตัวอย่างบางตัวอย่างในชีวประวัติของท่านนบี(ศ็อลฯ)ที่เป็นอุทาหรณ์ ให้เห็นถึงการใช้ความคิดลำพังโดยขาดรากฐานที่ถูกต้องนั้นไม่ถูกยอมรับ เช่น กรณีที่ท่านนบี(ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม)ให้ความสำคัญกับคนใหญ่คนโตและผู้มีอิทธิพลในมักกะฮฺ โดยท่านได้มองข้ามคนตาบอดที่ยากไร้คนหนึ่งไป(ดูซูเราะฮฺ อะบะซะ) ท่านอาจจะมีความหวังว่าหากคนพวกนี้รับอิสลามแล้ว การแก้ไขปัญหาสังคมจะประสบผล แต่แล้วอัลลอฮฺก็ประทานอายะฮฺอัล-กุรอานมายุติการกระทำของท่าน และยืนยันให้ท่านนบี(ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม)ทำงานในสนามแห่งการต่อสู้นี้ด้วยแบบแผนจากอัล-กุรอานต่อไป ซึ่งมองว่าคนจนๆหรือคนชั้นต่ำในสังคม ก็สามารถเปลี่ยนมาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงไปสู่อิสลามได้หากเขาได้รับการ ฝึกฝนที่ถูกต้องจากเบ้าหลอมอิสลาม ผมไม่ได้บอกว่า เฉพาะอัล-กุรอานที่เราจะใช้กำหนดวิธีการทำงานในทุกรายละเอียด จะกล่าวเช่นนั้นก็เป็นไปไม่ได้ด้วย เพราะอัล-กุรอานไม่ได้กำหนดการทำงานอิสลามแบบแข็งทื่อแต่มีลักษณะยืดหยุ่น แต่ผมกำลังจะบอกว่า เฉพาะอัล-กุรอานเท่านั้นที่จะนำมาวางกรอบการทำงาน มากำหนดทิศทาง อัล-กุรอานคือ ทางนำที่ไม่อาจเอาสิ่งใดมาเทียบเคียงได้อีกต่อไป ส่วนอัซ-ซุนนะฮฺ(วิถีทางของท่านนบี)คือการให้ละเอียดในทางปฏิบัติถึงการทำ งานนี้ ฉะนั้นสองสิ่งนี้ต้องใช้ควบคู่กัน ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ แต่ที่ต้องระวังก็คือ “การอ้าง” ถึงอัล-กุรอาน และอัซ-ซุนนะฮฺ โดยละเลย “จิตวิญญาน” ของมัน หรือความเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ “ถูกยอม รับ” กันโดยทั่วไป ไม่ใช่ความเข้าใจที่แปลกแยกเดี่ยวๆ หลังจากนี้ ความคิดของอุละมาอ์ที่เชื่อถือได้ ความคิดของนักคิดที่ลึกซึ้ง มติของการประชุม จะนำมาใช้ภายใต้กรอบข้างต้น แม้ว่าจะเป็นเรื่องหลัง แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นเดียวกัน เพราะเป็นการเชื่อมระหว่างหลักการ(จากอัล-กุรอานและอัซ-ซุนนะฮฺ)เข้ากับความ เป็นจริงแห่งยุคสมัย สรุปในตอนท้ายนี้ว่า การเผชิญกับปัญหาต่างๆที่รุมเร้านั้น เราต้องออกไปเผชิญกับมันด้วยการกำหนด “ท่าที” ให้กับตัวเราก่อน เป็นการเริ่มแก้ปัญหาจาก “ภายใน” ของเรา นั่นคือเรื่องอะกีดะฮฺ ดูเหมือนว่าเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุด แต่บางทีปัญหาที่ยากที่สุดก็อยู่ในสิ่งที่เราคิดว่าง่ายนั่นแหละ เราไม่อาจแก้ปัญหาต่างๆได้ ด้วยการออกไปต่อสู้แบบไร้ทิศทาง หรือไปตะโกน หรือประณามคนชั่ว หรือตัดสินคนนั้นผิดอย่างนั้น คนนี้ผิดอย่างนี้ นี่ไม่ใช่ขั้นตอนของการต่อสู้กับความเลวร้าย นักแก้ไขปัญหาต้องไม่ตัวเองไปอยู่ในสภาพเช่นนั้น เพราะนอกจากไม่ช่วยอะไรได้แล้ว ยังทำให้เกิดฟิตนะฮฺ สร้างความระส่ำระสายให้สังคม
......................................................... |