อุมมะตัน วะสะฏ็อน ประชาชาติสายกลาง  โดย ชัยคฺ ดร.มุซซัมมิล ศิดดีกียฺ อัล อัค เรียบเรียง
"และในทำนองเดียวกัน เราได้ให้พวกเจ้าเป็น อุมมะตัน วะสะฏ็อน(ประชาชาติสายกลาง) เพื่อพวกเจ้าจะได้เป็นสักขีพยานแก่มนุษย์ทั้งหลาย และร่อซูลก็จะเป็นสักขีพยานแด่พวกเจ้า" (อัล บะกอเราะฮฺ 2:143) "จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) ว่าบรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ทั้งหลาย! จงอย่าปฏิบัติให้เกินขอบเขตในศาสนาของพวกท่าน โดยปราศจากความเป็นจริง และจงอย่าปฏิบัติตามความใคร่ใฝ่ต่ำของพวกหนึ่งพวกใดที่พวกเขาได้หลงผิดมาก่อนแล้ว และได้ทำให้ผู้คนมากมายหลงผิดด้วย และพวกเขาก็ได้หลงผิดไปจากทางอันเที่ยงตรง (อัล มาอิดะฮฺ 5:77) มุสลิมถูกเรียกว่า อุมมะตัน วะสะฏ็อน(ประชาชาติสายกลาง) นักอรรถาธิบายอัลกุรอานได้อธิบายคำว่า “วะสัฏ” (กลาง) คือ “ความสมดุลที่เที่ยงตรง” “สิ่งที่ดีที่สุด” (คิยารฺ หรือ คอยรฺ) (ดูตัฟซีรอัฏ เฏาะบะรียฺ, ตัฟซีร อัล กุรฏุบียฺ, ตัฟซีร อิบนุ กะษีร เป็นต้น) ท่านยูซุฟ อลี ได้กล่าวว่า “สารัตถะแห่งอิสลามคือการหลีกเลี่ยงจากความเลยเถิดไม่ว่าด้านใดก็ตาม อิสลามเป็นศาสนาที่เรียบง่ายและสามารถปฏิบัติได้จริง”(เชิงอรรถที่ 143 ของอายะฮฺ 2:143 ) อัลลอฮฺ ได้ทำให้อุมมะฮฺ(ประชา ชาติ)นี้เป็นอุมมะฮฺสายกลาง ดังนั้น มุสลิมต้องดำเนินตามทางสายกลาง ทางซึ่งไม่มีการสุดโต่งหรือความเลยเถิดใดๆ เป็นวิถีทางที่จะต้องมีการเข้ามาร่วมกันเป็นความสมดุลที่บรรสานกลมกลืน อาทิ - วิถีทางที่ประสานความสมดุลระหว่าง การเปิดเผยที่มาจากพระเจ้า(อัล วะหฺยุ) กับการใช้ปัญญาของมนุษย์(อัล อักลุ) - วิถีทางที่ประสานความสมดุลระหว่าง ชีวิตแห่งปัจเจกชน(ฟัรดฺ)กับชีวิตทางสังคม(มุจญตะมะอฺ) - วิถีทางที่ประสานความสมดุลระหว่างศาสนา(ดีน)และโลกนี้(ดุนยา) - วิถีทางที่ประสานความสมดุลระหว่างโลกนี้(ดุนยา)และโลกหน้า(อาคิเราะฮฺ อิส ลามสอนให้สุภาพอ่อนโยน(ริฟกฺ)ในทุกๆสิ่ง ความก้าวร้ายและหยาบกระด้าง(ฆิลซะฮฺ)ไม่ถูกยอมรับในอิสลาม อิสลามเป็นศาสนาแห่งสันติภาพและความเมตตา(สลามและเราะหฺมะฮฺ) อัลกุรอานบอกให้ผู้ศรัทธาแสดง “ฆิลซะฮฺ”(ความกร้าว)เฉพาะในสมรภูมิรบเท่านั้น(ดู อัลกุรอาน ซูเราะฮฺ อัต เตาบะฮฺ 9:73; 123 และซูเราะฮฺ อัต ตะหฺรีม 66:9) รวมทั้งการไม่ให้เฉยเมยต่อขอบเขตของอัลลอฮฺ ได้แก่การมีความสงสารต่ออาชญากรทั้งหลาย นอกเหนือไปจากนี้แล้ว อัลกุรอานสอนให้สุภาพอ่อนโยนและมีความเมตตาเอื้ออารี

ความหมายของทางสายกลางใน 4 องค์ประกอบของอิสลาม ก.อะกีดะฮฺ(หลักยึดมั่น) ข.อิบาดะฮฺ(การเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ) ค.ชะรีอะฮฺ(กฏหมายอิสลาม) ง.อัคลาก(จริยธรรมและมารยาท) ต่อไปนี้ เราจะมาอธิบายย่อๆถึงองค์ประกอบทั้งสี่ด้านดังกล่าว ก.อะกีดะฮฺ(หลักยึดมั่น) 1 การศรัทธาในซาตของอัลลอฮฺ(สภาวะของพระเจ้า) 1.1 การศรัทธาต่อพระเจ้าในคำสอนอิสลามมิใช่ทั้งแบบอเทวนิยม(atheism คือปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้า) และมิใช่ทั้งแบบพหุเทวนิยม(polytheism คือเชื่อว่ามีพระเจ้าหลายองค์) นั่นหมายความว่า การศรัทธาต่อพระเจ้าในคำสอนอิสลามนั้น มิได้เป็นทั้งแบบที่ปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้า แต่ก็มิใช่แบบที่เชื่อว่ามีพระเจ้าหลายองค์ 1.2 การศรัทธาต่อพระเจ้าในคำสอนอิสลามมิใช่ทั้งแบบเอกนิยม(monism คือเชื่อเฉพาะพระเจ้าเท่านั้นที่มีอยู่ สิ่งอื่นไม่มีอยู่) และมิใช่ทั้งแบบสรรพเทวนิยม(pantheism คือเชื่อว่าสรรพสิ่งทั้งหมดคือสิ่งเดียวกับพระเจ้า) นั่นหมายความว่า การศรัทธาต่อพระเจ้าในคำสอนอิสลามนั้น มิได้เป็นทั้งแบบที่เชื่อว่าเฉพาะพระเจ้าเท่านั้นที่มีอยู่ สิ่งอื่นไม่มีอยู่ แต่ก็มิได้เป็นแบบที่เชื่อว่าทุกๆสิ่งคือพระเจ้า 1.3 การศรัทธาต่อพระเจ้าในคำสอนอิสลามมิใช่พระเจ้าแบบที่มีลักษณะเหมือนมนุษย์(anthropomorphism)หรืออวตารเป็นมนุษย์และสิ่งต่างๆ(incarnationism) แต่ก็มิใช่พระเจ้าแบบที่ถูกตีความเป็นนามธรรมหรือเป็นความว่างเปล่า(nihilism) นั่นหมายความว่า การศรัทธาต่อพระเจ้าในคำสอนอิสลามนั้น พระเจ้ามิได้มีลักษณะใดเลยที่เหมือนกับมนุษย์และสรรพสิ่งทั้งหลายหรือจะอวตารมาเป็นมนุษย์ แต่ก็มิใช่เป็นเพียงสัญลักษณ์ ประเภทพลังงานหรืออำนาจอะไรทำนองนั้น 1.4 อิสลามสอนความเชื่อในพระเจ้าแบบ เตาฮีด (ความเป็นหนึ่งของพระเจ้า)นั่นก็คือ พระเจ้ามีเพียงหนึ่งเดียว พระองค์มีพระนามและคุณลักษณะที่งดงาม พระองค์มีอยู่ และพระองค์มอบการมีอยู่ให้แก่ทุกๆสิ่ง ไม่มีสิ่งใดที่เปรียบเหมือนกับพระองค์ได้ พระองค์ได้ยินและเห็นทุกๆสิ่
2 การศรัทธาในศิฟาตของอัลลอฮฺ(คุณลักษณะของพระเจ้า) 2.1 พระเจ้าตามปรากฏในคำสอนอิสลาม มิ ใช่พระเจ้าประเภทที่รักมนุษย์ โดยไม่คำนึงเลยว่าจะผิดหรือถูก แต่ก็มิใช่พระเจ้าประเภทที่เข้มงวดกับมนุษย์ โดยไม่ยอมให้อภัย จะเอาแต่ลงโทษต่อบาปและความผิดทุกๆชนิด พระเจ้าในคำสอนอิสลาม มีลักษณะทั้งสองแบบ ด้านหนึ่งพระองค์รักมนุษย์ เมตตาและเอื้ออารี กระนั้นพระองค์ก็ยังเป็นผู้พิพากษามนุษย์อีกด้วย ความยุติธรรมของพระองค์มีมากยิ่ง กระทั่งว่าพระองค์จะไม่อธรรมกับผู้ใดเลย อย่างไรก็ตาม ความรักของพระองค์ก็มีมากยิ่งเช่นกัน เมื่อคนใดมีความศรัทธาอย่างจริงใจและกลับเนื้อกลับตัวต่อพระองค์ พระองค์ก็พร้อมเสมอที่จะให้อภัย 2.2 พระเจ้าตามปรากฏในคำสอนอิสลาม มิ ใช่พระเจ้าประเภทที่ห่างไกลเกินกว่าที่มนุษย์จะเข้าถึงได้ แต่ก็มิใช่พระเจ้าประเภทที่เข้าถึงประชิดตัวได้ จนมนุษย์สามารถก่อเรื่องกับพระเจ้าได้ พระเจ้าในคำสอนอิสลามนั้น ใกล้ชิดพวกเราอย่างยิ่ง พระองค์รักพวกเรา พระองค์ได้ยินพวกเราวอนขอ กระนั้นพระองค์ก็ไกลโพ้น ดวงตาของเราไม่อาจมองเห็นพระองค์ แต่พระองค์มองเห็นดวงตาของเราทั้งหลาย 2.3 พระเจ้าตามปรากฏในคำสอนอิสลาม มิ ใช่พระเจ้าประเภทที่ทรงอำนาจในแบบที่ทำให้เราปราศจากเสรีภาพ แต่ก็มิใช่พระเจ้าประเภทที่ปราศจากอำนาจที่จะรู้แม้แต่สิ่งที่เรากำลังจะ กระทำ หรือไม่สามารถหยุดเรา หรือไม่สามารถช่วยเราได้ พระเจ้าในคำสอนอิสลามนั้น มีอำนาจเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีสิ่งใดที่เคลื่อนไหวได้โดยปราศจากการอนุมัติโดยพระองค์ พระองค์รู้เรื่องราวในอดีต ปัจจุบันและอนาคต กระนั้นพระองค์ก็ให้เสรีภาพแก่มนุษย์ในการคิดและปฏิบัติ และพระองค์จะตัดสินการกระทำของมนุษย์จากเสรีภาพที่พระองค์ประทานให้แก่พวก เขา 3. การศรัทธาต่อศาสนทูต
3.1 ศาสนทูตเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบยิ่ง แต่กระนั้นพวกเขาก็มิใช่พระเจ้า มิใช่การอวตารของพระเจ้า มิใช่พระบุตรของพระเจ้า เราให้เกียรติและปฏิบัติตามพวกเขา แต่เราจะต้องไม่ให้ลักษณะใดๆของพระเจ้าแก่พวกเขา หรือบูชาพวกเขา 3.2 ศาสนทูตได้รับการเลือกโดยพระเจ้า พวกเขาไม่ได้เป็นศาสนทูต เนื่องจากความเพียรมานะจนสามารถบรรลุความสำเร็จด้วยตัวของพวกเขาเอง พวกเขาแสดงสิ่งมหัศจรรย์(มุอฺญิซาต)ในบางโอกาสด้วยการอนุมัติจากอัลลอฮฺ แต่พวกเขาก็ต้องพบกับการทดสอบ ความเจ็บปวด เช่นเดียวกับมนุษย์ทั่วไปได้รับ 3.3 พระเจ้าได้ส่งศาสนทูตหลายท่านมาในอดีต แต่พระองค์ก็ได้ทำให้นบีมุฮัมมัดเป็นศาสนทูตท่านสุดท้าย ไม่มีศาสนทูตคนใหม่หลังจากท่าน ฉะนั้น เราศรัทธาในความต่อเนื่องของการมีศาสนทูต แต่หลังจากท่านจะไม่มีศาสนทูตที่ได้รับการติดต่อ(วะหยุ)จากพระเจ้าอีก จะมีก็เพียงการดลใจ(อิลฮาม)มนุษย์(ไม่ใช่การติดต่อในแบบวะหฺยุ) ศาสนทูตทั้งหลายเป็นครูที่มะอฺศูม(ได้รับการปกป้องจากบาป) แต่หลังจากพวกเขาจะไม่มีใครได้รับการปกป้องเช่นนี้อีก มนุษย์ได้รับอนุญาตให้ทำการตีความคำสอนได้(คือคนที่มีคุณสมบัติครบตามหลักการอิสลาม) แต่จะไม่มีใครมีสิทธิอ้างอำนาจในการตีความอย่างสมบูรณ์แบบให้แก่เฉพาะตัวเขาเท่านั้น
4. ทัศนคติที่มีต่อมนุษย์ 4.1 มนุษย์ในคำสอนอิสลามนั้น มิได้เป็นสัตว์ แต่ก็มิได้เป็นมละอีกะฮฺ(สิ่ง ถูกสร้างระดับสูงที่ไม่มีการฝ่าฝืนคำสั่งของอัลลอฮฺ) คำสอนอิสลามก็คือมนุษย์เป็นสิ่งถูกสร้างโดยอัลลอฮฺที่มีเกียรติและมีลักษณะ พิเศษ มนุษย์มีความสามารถที่จะพัฒนาตัวตนให้สูงยิ่งๆขึ้นได้ แต่ก็สามารถทำตัวเองให้ต่ำลงเรื่อยๆได้เช่นกัน 4.2 มนุษย์ในคำสอนอิสลามนั้น มิได้เกิดมามีบาปติดตัว แต่ก็มิได้สมบูรณ์แบบ 
| เชค ดร.มุซัมมิล ซิดดีกียฺ (ใส่หมวก) อดีตประธานเครือข่ายองค์กรมุสลิมอเมริกานเหนือ(อิสน่า) ผู้บรรยายเรื่อง "ประชาชาติสายกลาง"
| 4.3 มนุษย์ในคำสอนอิสลามนั้น มิ ได้ปราศจากอำนาจโดยสิ่งเชิง โดยไม่มีเสรีภาพในการทำสิ่งต่างๆ แต่ก็มิได้มีเสรีภาพอย่างสมบูรณ์ในการทำสิ่งต่างๆที่พวกเขาต้องการ หรือมีอำนาจในตัวเองอย่างเต็มที่ อิสลามสอนว่ามนุษย์มีเสรีภาพมาก แต่พวกเขาต้องปฏิบัติตามกฎของอัลลอฮฺและต้องเชื่อฟังพระองค์
5. ทัศนคติที่มีต่อโลก 5.1 โลกมิได้เป็นสถานที่แห่งความเลวร้าย สถานที่แห่งความทุกข์ทรมาน แต่ก็มิได้เป็นสวรรค์หรือสถานที่ถาวร โลกนี้ถูกสร้างโดยพระเจ้าและเป็นสถานที่ที่ดี แต่โลกหน้านั้นดีกว่า 5.2 รับสิ่งที่พึงได้ในโลกนี้ แต่ต้องไม่ลืมโลกหน้า อย่าเพิกเฉยต่อโลกนี้ ยิ่งกว่านั้นเราจะต้องพยายามสร้าง พัฒนา เพาะปลูก และวางแผนในโลกนี้ ความดีใดๆก็ตามที่เราทำในโลกนี้จะได้รับรางวัลตอบแทนในโลกหน้า นี่คือสถานที่แห่งการทดสอบ 5.3 มนุษย์มิใช่นายของโลก แต่ก็มิใช่ทาสของมัน มนุษย์ถูกสร้างมาเป็น “เคาะลีฟะฮฺ”(ผู้ สืบอำนาจ)ของอัลลอฮฺบนโลกนี้ ทุกๆสิ่งคืออมานะฮฺ(พันธะและความรับผิดชอบ)ที่อัลลอฮฺประทานให้แก่มนุษย์ มนุษย์จึงต้องใช้ทรัพยากรต่างๆในโลกนี้อย่างระมัดระวัง ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม อย่าเผาผลาญทำลายหรือสุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือย
ข.อิบาดะฮฺ(การเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ) 1 แนวคิดเรื่องอิบาะฮฺ 1.1 อิสลามได้วางรูปแบบเฉพาะสำหรับอิบาดะฮฺบางอย่าง เช่น ละหมาด ถือศีลอด ซะกาต และฮัจญฺ นี่คืออิบาดะฮฺที่เป็นหลักใหญ่(นั่นคืออิบาดะฮฺในอิสลามต้องสร้างมาจากรากฐานนี้) อย่างไรก็ตาม อิบาดะฮฺมิได้มีเฉพาะในเชิงรูปแบบเท่านั้น อิบาดะฮฺมันยังหมายถึงชีวิตทั้งหมด ดังนั้น สิ่งใดก็ตามที่กระทำไปด้วยการเชื่อฟังต่ออัลลอฮฺ แม้แต่กิจกรรมที่ถูกพิจารณาว่าเป็นเรื่องทางโลกก็ยังนับว่าเป็นอิบาดะฮฺ (เงื่อนไขมันก็คือ ต้องเป็นกระทำที่ทำเพื่ออัลลอฮฺอย่างบริสุทธิ์ใจและสอดคล้องกับแบบอย่างของ ท่านนบี) 1.2 อิบาดะฮฺในอิสลามได้ถูกกำหนดมาโดยอัลลอฮฺ ไมได้อิงอยู่กับประสบการณ์ส่วนบุคคลของผู้คน ดังนั้น อิบาดะฮฺในอิสลามจึงนำไปสู่เอกภาพและความประสานกลมกลืนกัน
2 วิธีการในการอิบาดะฮฺ 2.1 อิสลามย้ำอิบาดะฮฺ มีทั้งรูปแบบปัจเจกชนและรูปแบบของกลุ่ม 2.2 อิบาดะฮฺมีการใช้ปัจจัยที่หลากหลาย มีการใช้เวลา(อิบาดะฮฺ ซะมานียะฮฺ) สถานที่(อิบาดะฮฺ มะกานียะฮฺ) และเงิน(อิบาดะฮฺ มาลียะฮฺ) การ ละหมาดและการถือศีลอดเป็นอิบาดะฮฺ ซะมานียะฮฺ(ใช้เวลา) ฮัจญ์เป็นอิบาดะฮฺ ซะมานียะฮฺ(ใช้เวลา)และมะกานียะฮฺ(ใช้สถานที่) ขณะที่อุมเราะฮฺเป็นอิบาดะฮฺ มะกานียะฮฺ(ใช้สถานที่) ซะกาตและเศาดะเกาะฮฺเป็นอิบาดะฮฺ มาลียะฮฺ(ใช้เงิน) 2.3 อิบาดะฮฺทั้งหมดคือความสมดุลระหว่าง สิ่งที่ถูกกำหนดให้กระทำ(ฟัรฎู)กับสิ่งที่ถูกส่งเสริมให้กระทำ(นะ วาฟิล) สิ่งที่ถูกกำหนดให้กระทำเป็นระดับต่ำสุดที่บังคับให้กระทำ ส่วนนะวาฟิลเป็นสิ่งที่ปล่อยให้เป็นการเลือกส่วนบุคคล(ตามระดับความมุ่งมั่น ในการพัฒนาตัวเองของเขา) 2.4 การละหมาดเป็นอิบาดะฮฺที่แสดงถึงการประสานกลมกลืนกันระหว่าง ร่างกาย ถ้อยคำ ความรู้สึกนึกคิด และจิตวิญญาณ
ค.ชะรีอะฮฺ(กฏหมายอิสลาม) กฎหมายอิสลาม(ชะรีอะฮฺ)เป็นกฎหมายสากลและครอบคลุมทุกด้าน และคำนึงถึงศักดิ์ศรี ความเสมอภาค และเกียรติของมนุษย์ ลักษณะพื้นฐานของกฎหมายอิสลามนั้นถาวรเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่ขณะเดียวกันก็ยืดหยุ่นได้โดยพิจารณาเงื่อนไขของผู้คนและความจำเป็นของพวกเขา(เรื่องนี้จะพิจารณาโดยนักนิติศาสตร์อิสลาม) ปรัชญาของกฎหมายอิสลามวางพื้นฐานอยู่บน 1.ไม่มีการบังคับใครเกิดความสามารถของเขา 2.สิ่งที่ดีทั้งหมดเป็นสิ่งฮะลาล(อนุมัติ) และสิ่งที่ไม่ดีทั้งหมดเป็นสิ่งฮะรอม(ต้องห้าม) 3.เป้าหมายพื้นฐานของการกำหนดกฎต่างๆก็คือ ความมีเกียรติและการชำระล้างให้ปราศจากมลทิน มิใช่การทำให้ยากลำบากหรือการทำให้ต่ำต้อย 4.การยอมรับในเรื่องของความจำเป็นที่มิอาจเลี่ยงได้(ฎอรูเราะฮฺ)
ง.อัคลาก(จริยธรรมและมารยาท) อิสลามได้ให้ฐานะที่สูงแก่จริยธรรมและมารยาท(คืออัคลาก ในที่นี่กว้างกว่าจริยธรรมที่เข้าใจโดยทั่วไป แต่ครอบคลุมถึงการขัดเกลาภายในด้วย) กล่าวได้ว่าคนที่ขาดซึ่งจริยธรรมและมารยาทก็คือคนที่ขาดซึ่งศาสนานั่นเอง พื้นฐานของคำสอนอิสลามเกี่ยวกับจริยธรรมและมารยาทนั้น ได้แก่ 1.มีคุณค่าแบบสากล ไม่คำนึงถึงวัฒนธรรม เชื้อชาติ ประเทศใดๆ 2.มีลักษณะสร้างสรรค์และให้ความมั่นคงกับชีวิต คืออิสลามสอนให้เรามีความสุขกับสิ่งดีๆในชีวิตได้(โดยไม่เลยเถิดหรือหมกมุ่นกับมัน) 3.ธรรมชาติของระบอบนี้ในอิสลามคือ มันมิใช่เป็นแบบตัดอารมณ์ความรู้สึก มิใช่ระบอบนักบวช หรือสำนักเฉพาะทางธรรม มิใช่เป็นแบบทรมานชีวิตจนใกล้ตาย สิ่งที่อิสลามต้องการคือให้ผู้คนมีความสุข มีพลานามัยที่ดี มีการมองโลกในแง่ และมีความหวัง 4.สามารถปฏิบัติได้ เอาใจใส่ต่อความต้องการในฐานะมนุษย์ คำนึงถึงอารมณ์ ความปรารถนา และความใฝ่ฝันต่างๆ พร้อมกับได้จัดเตรียมสภาพโอกาสที่เหมาะสมต่างๆสำหรับการพัฒนาเปลี่ยนแปลง สิ่งเหล่านี้ให้เติบโตขึ้นมา(ตามวัตถุประสงค์ของอิสลาม) 5.มีความสมดุลอย่างเท่าเทียมกันเป็นเนื้อเดียว ไม่มีการใช้สองมาตรฐาน โดยแบ่งเป็นระดับหนึ่งคือระดับทางโลก ระดับหนึ่งคือระดับทางธรรม
สรุป มี มุสลิมบางคนไม่มีความรู้ในอิสลาม และบางคนไม่ปฏิบัติตามอิสลามในวิถีทางที่ถูกต้อง จึงนับเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องเรียนรู้อิสลามและเราต้องเรียนรู้มันตาม วิถีทางที่ถูกต้อง อิสลามไม่ใช่ความกระด้างและความยาก ไม่มีสิ่งใดในอิสลามที่ไม่สามารถปฏิบัติได้หรือเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ท่านนบีมุฮัมมัดได้กล่าวว่า “แท้จริงศาสนานั้นง่าย จะไม่มีใครปฏิบัติศาสนาแบบหนักหน่วงได้ เว้นแต่ศาสนาก็จะเอาชนะเขา ดังนั้น จงปฏิบัติกลางๆ(อย่าเลยเถิดและอย่าหย่อนหยาน: อิบนุ ฮะญัร ในฟัตฮุล บารียฺ)......”(รายงานโดยอัล บุคอรียฺ)
เพื่อ การปฏิบัติตามอิสลาม ท่านจะต้องพยายามและเอาจริงเอาจัง ท่านต้องเรียนรู้ความศรัทธาและเอาใจใส่ต่อมัน อย่าทำให้ศาสนาเป็นเรื่องฉาบฉวย อิสลามไม่ได้เป็นเพียงบางสิ่งทางวัฒนธรรมและทางสังคม แต่อิสลามคือศาสนาของอัลลอฮฺ อิสลามคือศาสนาที่สมบูรณ์แบบ งดงาม สมดุล และอยู่ในทางสายกลางอย่างที่สุด .............................. |