| ยิวกับดินแดนพันธะสัญญา | | พิมพ์ | | อีเมล์ |
|
อัลลอฮฺทรงสร้างมนุษย์ทุกคนมาจากอาดัมและเฮาวาอฺและทำให้พวกเขาพบกับการทดสอบ ไม่ว่าเขาจะยอมจำนนต่ออัลลอฮฺและยอมรับการเป็นบ่าวของพระองค์หรือไม่ก็ตาม เพื่อที่จะนำทางมนุษยชาติ อัลลอฮฺได้ส่งศาสนทูตมาตักเตือนพวกเขาถึงเป้าหมายของชีวิตและแจ้งข่าวดีด้วยการได้อยู่ในสวนสวรรค์ชั่วนิรันดรสำหรับผู้ที่เชื่อฟังอัลลอฮฺ ท่านนบียืนยันชัดเจนแล้วว่าบรรดาผู้ที่ตระหนักถึงเป้าหมายนี้และประกาศว่าพวกเขาเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ พวกเขาจะได้รับความสำเร็จทั้งโลกนี้และโลกที่กำลังจะมาถึง(วันอาคิเราะฮฺ) ในยุคที่ความโง่เขลาและลัทธิปฏิเสธพระเจ้าได้ครอบงำกลุ่มชนต่างๆโดยมีผู้ศรัทธาจำนวนเพียงน้อยนิดที่ได้ดำเนินตามศาสนาทูต อย่างเช่นที่เกิดขึ้นในยุคของท่านนบีนูฮฺ นบีมูฮำมัด นบีอิบรอฮีม นบีอีซา(ขอความสันติและความจำเริญจงประสบกับพวกเขาทั้งหมด) จากหนึ่งในยุคดังกล่าวมีเพียงพวกยิวเท่านั้นที่เป็นผู้ศรัทธาบนหน้าแผ่นดิน เนื่องจากพวกเขาดำเนินตามท่านนบีมูซา อะลัยฮิสลาม ที่ถูกส่งมายังพวกเขาและกลุ่มชนของพวกเขาได้รับการช่วยเหลือให้พ้นจากฟิรอาว์นและพลพรรคของเขา อัลลอฮฺกล่าวว่า “จงรำลึกขณะที่เราได้ช่วยพวกเจ้าให้พ้นจากฟิรอาวน์ โดยที่พวกเขาบังคับขู่เข็ญพวกเจ้า ซึ่งการทรมานอันร้ายแรงพวกเขาเชือดบรรดาลูกผู้ชายของพวกเจ้า และไว้ชีวิตบรรดาลูกผู้หญิงของพวกเจ้า” อัล บะเกาะเราะฮฺ 49จากนั้นอัลลอฮฺจึงทดสอบพวกเขาอย่างมากมายซึ่งพวกเขาไม่สามารถยืนหยัดได้ เนื่องจากความไม่อดทนของพวกเขา พวกเขาจึงไม่สามารถยืนหยัดในศาสนาแห่งสัจธรรมของอัลลอฮฺ พวกเขาเรียกหาหลักฐานและสัญญาณมากมายจากนบีมูซา เมื่อสัญญาณต่างๆเหล่านี้ถูกแสดงให้พวกเขาเห็น พวกเขาก็จะหักล้าง ท่าน นบีมูซาเรียกร้องให้พวกเขาเข้าสู่ดินแดนอันบริสุทธิ์ในฟีลัสฏีนที่อัลลอฮฺ ทรงสัญญากับพวกเขาอันเป็นรางวัลสำหรับความศรัทธาของพวกเขาที่มีต่อพระองค์ ท่านนบีมูซากล่าวว่า “โอ้ประชาชาติของฉัน จงเข้าไปในแผ่นดินอันบริสุทธิ์ที่อัลลอฺฮฺได้ทรงกำหนดให้แก่พวกท่านเถิด และจงอย่าหันหลังของพวกท่านกลับ เพราะจะทำให้พวกท่ากลับกลายเป็นผู้ขาดทุน” อัล มาอิดะฮฺ 21 การตอบรับของพวกเขาต่อคำบัญชาจากพระผู้เป็นเจ้าไม่มีสิ่งใดนอกจากการปฏิเสธซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะนิสัยของพวกเขา ด้วยการแสดงให้เห็นถึงความลังเลและการดื้อรั้นต่อคำสอน เพื่อสะท้อนให้เห็นนิสัยดังกล่าวอัลกุรอานได้กล่าวว่า “พวกเขากล่าวว่า โอ้มูซา แท้จริงพวกเราจะไม่เข้าไปที่นั่นโดยเด็ดขาด ตราบใดที่พวกเขา(ชาวกันอาน)ยังคงอยู่ในที่นั้น ดังนั้นท่านและพระเจ้าของท่านจงไปเถิด แล้วจงต่อสู้ พวกเราจะนั่งอยู่ที่นี้ ” อัล มาอิดะฮฺ 24 ยิวผู้ศรัทธานั้นได้อาศัยอยู่ในดินแดนฟีลัสฏีนที่ที่บรรดานบีได้ปกครองพวกเขาจนกระทั่งถึงสมัยของนบีดาวุดและลูกชายของท่านคือ นบีสุมัยมาน (อะลัยฮิมัสลาม) ในที่สุดพวกยิวก็กลับมาสร้างความเสื่อมเสียและเริ่มที่จะไม่เชื่อฟังคำสอนของอัลลอฮฺ ฉะนั้นอัลลอฮฺจึงทำให้พวกเขาเป็นเป้าโจมตีจากกลุ่มชนอื่น(อย่างเช่นพวกบาบิโลนที่นำโดยกษัตริย์ “บุคตันศัรแห่งบาบิโลน” เข้าครอบครองกรุงเยรูซาเล็ม)ที่มีชัยเหนือพวกเขา ขับไล่พวกเขาออกจากดินแดนที่ที่พวกเขาอาศัยอยู่ ดังที่อัลลอฮฺ ทรงกล่าวว่า “และเราได้แจ้งแก่วงศ์วานอิสรออีลในคัมภีร์ว่า พวกเจ้าจะก่อการเสียหายในแผ่นดินสองครั้ง และแน่นอน พวกเจ้าจะโอหังยโสยิ่ง,ดังนั้น เมื่อสัญญาหนึ่งในสองครั้งได้มาถึงเราได้ส่งบรรดาบ่าวของเราผู้มีอำนาจเข้มแข็งเข้าครอบครองพวกเจ้า แล้วพวกเขาได้บุกเข้าค้นตานบานเรือน และมันเป็นสัญญาที่ได้เกิดขึ้นแล้ว” อัล อิสรออฺ 4-5 ต่อมาอัลลอฮฺให้พวกเขาหวนกลับสู่ดินแดนฟีลัสฏีนอีกครั้งหลังจากพวกบา บิโลนได้ยึดครอง เนื่องจากพวกเขาแสดงให้เห็นถึงการกลับเนื้อตัวอย่างจริงจังและเชื่อฟังนบี ของพวกเขาในช่วงที่พวกเขาอาศัยอยู่ที่บาเบล(อาณาจักรของพวกบาบิโลน) แต่อย่างไรก็ตามในไม่ช้าพวกเขาก็หวนเข้าสู่แนวทางอันชั่วช้าแบบเดิมๆและกลาย เป็นคนโหดเหี้ยมและยโสโอหังในการภักดีต่ออัลลอฮฺ ดังนั้นอัลลอฮฺจึงลงโทษพวกเขาและปล่อยให้พวกโรมันสร้างความอัปยศอดสู่กับพวก เขา หลังจากนั้นเป็นเวลาหลายปีที่(พวกเขา)อาศัยอยู่ภายใต้การครอบงำของผู้ยึด ครอง(จักรวรรดิโรมัน) อัลลอฮฺให้โอกาสพวกเขาอีกครั้งที่จะกลับเนื้อกลับตัว เมื่ออัลลอฮฺได้ส่งศาสนาฑูตท่านหนึ่งเพื่อที่จะมาตักเตือนพวกเขาและแจ้ง ข่าวดีด้วยสวนสวรรค์สำหรับบรรดาผู้ศรัทธา ศาสนทูตท่านนั้นคือ นบีอีซา อะลัยฮิสลามที่เกิดมาในวงศ์วานอันมีเกียรติของอิมรอนและการเกิดอันมหัศจรรย์ ของเขาผ่านพระนางมัรยัมหญิงที่บริสุทธิ์(ที่ไม่เคยสัมผัสกับชายใด)นับว่า เป็นสัญญาณสำหรับทุกคนที่มีความศรัทธาต่ออัลลอฮฺผู้ทรงสร้าง ท่านนบีอีซาได้รับการยืนยันด้วยข้อพิสูจน์ที่ประจักษ์แจ้งและความมหัศจรรย์จากพระเจ้า ให้ท่านสามารถพูดได้ขณะที่เขายังอยู่ในเปล เขาทำให้คนตายฟื้นคืนชีพได้ และรักษาผู้คนให้หายจากโรคเจ็บป่วยที่ร้ายแรงได้ แต่อย่างไรก็ตามพวกยิวก็ไม่เคยเชื่อนบีอีซาเลย และพวกเขาก็ได้รับการลงโทษจากอัลลอฮฺอีกครั้ง การลงโทษของพวกเขานั้นคือพวกเขาถูกขับออกจากดินแดนฟีลัสฏีนและได้รับการทารรุณจากพวกโรมันผู้ปฏิเสธพระเจ้า ดินแดนฟีลัสฏีนยังคงอยู่ภายใต้การครอบครองของพวกโรมันจนกระทั่งถึง ยุคของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ท่านนบีได้ส่งสาส์นไปยัง“เฮอคิวลิส” ซีซ่าร์ผู้ปกครองจักรวรรดิโรมัน เรียกร้องให้เขาเข้ารับอิสลามแต่เขากลับปฏิเสธอย่างยโสและชาวโรมันทุกคนต่าง ก็ดำเนินตามเขา ดังนั้น อัลลอฮฺจึงลงโทษพวกเขาโดยการให้พวกเขาสูญเสียดินแดนฟีลัสฏีนและให้มุสลิมมี อำนาจเหนือดินแดนนั้นเป็นเวลาหลายปีหลังจากการเสียชีวิตของท่านนบี ยิ่งไปกว่านั้นชาวเมืองเยรูซาเล็มต่างยืนกรานว่าชาวยิวไม่ควรได้รับอนุญาตให้เข้าไปในเมืองอันศักดิ์สิทธิ์นี้ ฟีลัสฏีนยังคงอยู่ภายใต้การครอบครองของมุสลิมสำหรับแพร่กระจายสาส์นแห่งคำสอนอิสลามให้กับทุกคนในโลก มุสลิมยังคงมีอำนาจและมีเอกภาพจนกระทั่งเกิดความขัดแย้งขึ้นในหมู่พวกเขาและพวกเขาได้เบี่ยงเบนออกจากแนวทางแห่งสัจธรรม ในที่สุดอัลลอฮฺทรงลงโทษพวกเขาโดยให้พวกครูเสดซึ่งสังหารหมู่ 70.000 คนในนครเยรูซาเล็มเพียงเมืองเดียวและมุสลิมอีกจำนวนนับล้านคนในเมืองอื่นๆ พวกเขา(ครูเสด)ประสบความสำเร็จในการยึดครองดินแดนแถบตะวันออกที่ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไว้เกือบทั้งหมด อย่างไรก็ตาม จากนั้นมุสลิมก็หวนกลับมาสู่หนทางแห่งสัจธรรมและยึดมั่นกับหลักการในศาสนาของพวกเขา(นั่นคือศาสนาอิสลาม) ที่มีวีรบุรุษแห่งอิสลามเช่น อิมาดุดดีน ซังงี ศอลาฮุดดีน อัล อัยยูบียฺ และนูรุดดีน มะหฺมูด ได้รวมประชาชาติอิสลามให้เป็นหนึ่งภายใต้ร่มธงอิสลามและประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูเมืองเยรูซาเล็มกลับสู่สภาพเดิม หลังจากนั้นเมืองที่อยู่ภายใต้การครอบครองของครูเสดต้องตกภายใต้กำมือของมุสลิมเมืองแล้วเมืองเล่า ถึงแม้ว่าจะมีการช่วยเหลืออย่างสุดกำลังจากตะวันตกเพื่อยับยั้งความพ่ายแพ้ก็ตาม ตลอดยุคสมัยของวงศ์อัยยุบียะฮฺ(ของศอลาฮุดดีน)และอาณาจักรอุษมานียะฮฺ เยรูซาเล็มก็ยังคงอยู่ในอำนาจของมุสลิม อีกครั้งเมื่อมุสลิมแสดงความจงรักภักดีกับศัตรูของอิสลามและถูกครอบงำด้วยการล่อลวงทางวัตถุ พวกเขาก็สูญเสียการครอบครองดินแดนแห่งนี้ในปี 1917 เมื่อ อาณาจักรอุษมานียะฮฺได้พยายามอย่างไร้ผลในการยืนหยัดความเป็นหนึ่งเดียวใน การเผชิญหน้ากับแผนการชั่วร้ายจากภายนอกและความขัดแย้งจากภายในที่ทำลายอัต ลักษณ์ของอาณาจักรอุษมานียะฮฺ ผลจากแผนการชั่วร้ายของผู้ทรยศและศัตรูของอิสลาม เยรูซาเล็มจึงตกอยู่ในอำนาจการยึดครองของประเทศอังกฤษ ทหารอังกฤษได้กรีฑาทัพเข้าไปในดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้ภายใต้การบังคับบัญชาการของ เอ็ดมุนด์ เฮนรี่ ไฮน์มาน อัลเล็นบี (Edmund Henry Hynman Allenby) ผู้เป็นที่รู้จักกันดีจากคำพูดอันโด่งดังของเขาที่กล่าวว่า “ขณะนี้ ครูเสดมีชัยเหนือศัตรู”
สามสิบปีต่อมารัฐยิวได้ถูกสถาปนาขึ้นมาในดินแดนฟีลัสฏีนและตั้งชื่อ(รัฐ)ตามนบีบนีอิสรออีล(คือนบี ยะอฺกู๊บ อะลัยฮิสลาม) รัฐนี้ได้นำหลักการของพวกยิวทั้งหมดมาปฏิบัติใช้ พยายามที่จะฟื้นฟูภาษา“ฮิบรู” ที่หายไปจากยุคนี้ แม้ในการพูดพวกเขายังไม่ได้ใช้ ยิ่งกว่านั้นพวกเขาปฏิบัติกับชาวฟีลัสฏีนด้วยวิธีการกดขี่และการย่ำยีศักดิ์ศรีทุกรูปแบบ คำถามคือว่า สัญญาที่อัลลอฮฺได้ให้กับบนีอิสรออีลได้ครอบครองเหนือดินแดนศักดิ์สิทธิ์เป็นสัญญาแบบเบ็ดเสร็จกระนั้นหรือ? สัญญายังคงมีอยู่อีกกระนั้นหรือทั้งๆที่พวกเขาไม่เชื่อฟังศาสนทูตของอัลลอฮฺและปฏิเสธที่จะยอมจำนนต่ออัลลอฮฺ? คำตอบง่ายๆต่อคำถามนี้พบได้ในอายะฮฺอัล กุรอานที่กล่าวว่า “...สัญญาของข้านั้นจะไม่ได้แก่บรรดาผู้อธรรม” อัล บะเกาะเราะฮฺ 124 (คือท่านนบีอิบรอฮีมขอให้ลูกหลานของท่านเป็นผู้นำต่อจากท่าน แต่ถ้าลูกหลานของท่านเป็นผู้อธรรมแล้วไซร้ ก็จะไม่ได้รับตามสัญญานั้น) พวกยิวคิดว่าการปรากฏตัวของพวกเขาในดินแดนฟีลัสฏีนคือการดำเนินการตามสัญญา เราขอถามพวกเขาว่าทำไมการดำเนินการถึงล่าช้ามาเป็นเวลา 2,000 ปีแล้ว เรายอมรับว่า อิสรออีลขึ้นมามีอำนาจภายหลังจากมุสลิมสู้รบกันเอง เบี่ยงเบนออกจากแนวทางแห่งสัจธรรม และละทิ้งหลักคำสอนของอิสลาม เราจะไม่มีทางคืนสู่อำนาจเดิม ความรุ่งโรจน์ที่สูญเสียมาเป็นเวลานาน และได้รับชัยชนะเหนือพวกยิว จนกว่าพวกเราจะหวนกลับไปสู่แนวทางแห่งสัจธรรมและมอบความไว้วางใจอย่างเต็มเปี่ยมกับอัลลอฮฺ โอ้ พระผู้อภิบาลของเรา !! ได้โปรดช่วยเหลือพวกเราและช่วยให้พวกเรากลับสู่ศาสนาของพระองค์ด้วยเถิด อามีน!
|

