~ Tools ~

วาระซ่อนเร้นแห่งริยาอ์ PDF  | พิมพ์ |  อีเมล์

 

วาระซ่อนเร้นแห่งริยาอ์
กับการหายไปของแรงจูงใจแบบเตาฮีด


 อิบนุ อับดุรรออูฟ

           อิสลามให้ความสำคัญเป็นพิเศษในเรื่องของแรงจูงใจที่มีผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ แรงจูงใจเหล่านั้นมีอยู่มากมาย ดังที่ถูกกล่าวไว้ในตำรับตำราด้านตะเศาวุฟ เช่น ความยะโส ความอวดดี ความอิจฉาริษยา เป็นต้น 

          
คำสอนอิสลามต่อสู้คัดค้านแรงจูงใจที่ผิด ๆ ทั้งหลาย และได้เรียกร้องไปสู่แรงจูงใจที่มุ่งตรงไปสู่พระผู้สร้างเพียงหนึ่งเดียว เรียกว่า แรงจูงใจแบบเตาฮีด 


          คำอธิบายต่อพฤติกรรมของมนุษย์ในอิสลามจึงผ่านแรงจูงใจต่างๆ
 ดังแรงจูงใจที่กระทำไปเพื่อให้ผู้คนตอบรับสถานะภาพที่สูงส่งของเขา หรือที่เรียกว่า ริยาอ์(การโอ้อวด) เป็นหนึ่งในแรงจูงใจทั้งหลายที่ถูกกล่าวถึงจากท่านนบีมุฮัมมัด ในฐานะสิ่งที่ น่ากลัวที่สุดที่ฉันเกรงว่าจะเกิดกับพวกท่าน

          
พฤติกรรมมนุษย์ที่ถูกกระทำผ่านแรงจูงใจแบบริยาอ์ เป็นพฤติกรรมของความดีจอมปลอม เป็นพฤติกรรมที่ทำความดีเพื่อการยอมรับของมนุษย์ด้วยกัน ...

          
ประเด็นใหญ่ของแรงจูงใจแบบริยาอ์ก็คือ การพยายามหาทางแสดงความดีของตนให้คนอื่นเห็น บางคนชอบพูดถึงแต่เรื่องราวในอดีตของตัวเองว่าทำอย่างนั้นทำอย่างนี้ จนกลายเป็นนักเล่าความดี-ความเด่นของตัวเอง บางคนอาจทำด้วยการเล่าความเลวร้ายในอดีตของตนก่อนที่จะเปิดเผยความดีตามมา

          บ
างคนอาจมีวิธีการเปิดเผยความดีที่แยบยลกว่านั้น ดังตัวอย่างเช่น เมื่อถูกชวนไปกินข้าว ก็ตอบว่า วันนี้เป็นวันพฤหัสครับเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาถือศีลอดสุนัต หรือถามคนอื่นบ่อยๆอย่างผิดปกติว่า วันนี้คุณตะฮัจญุดหรือยังครับ” เพื่อแสดงว่าตัวเขาตะฮัจญุดเป็นประจำ 

         
บางคนชอบพูดเตือนคนว่า ไม่ไหวคนสมัยนี้เห็นการบวชวันจันทร์และพฤหัสเป็นเรื่องยาก เป็นเรื่องลำบากลำบน ใครที่ลองทำดูก็จะพบว่า มันไม่เหน็ดเหนื่อยลำบากอย่างที่คิดเลย” 

         บางคน
ชอบบ่นถึงความอ่อนแออิบาดะฮฺให้สาธารณชนรับฟังในทำนองว่า เมื่อคืนแย่จัง ตื่นตะฮัจญุดเกือบไม่ทันหรือ แย่จัง ตะฮัจญุดได้แค่ชั่วโมงเดียวเองเป็นต้น

        
พฤติกรรมของตัวอย่างข้างต้น สามารถสรุปได้ว่ามาจากแรงจูงใจแบบริยาอ์ ต่อเมื่อคนที่มีพฤติกรรมดังกล่าวตรวจสอบตัวเอง(มุหาสะบะตุนนัฟซ)แล้วพบว่า ตัวเขามีเป้าหมายเพื่อให้คนอื่นเห็นหรือรับรู้ว่า ตัวฉันเป็นคนดี ยิ่งกว่านั้นคือ ดีกว่าคนอื่น” 

เนื่องจากริยาอ์เป็นความชั่วร้ายที่ถูกเรียกว่า ภาคีชนิดหนึ่ง ฉะนั้น ผู้กระทำการริยาอ์ที่ฉลาดจึงไม่ปล่อยให้คนนอกรู้ถึงแรงจูงใจที่อยู่ภายในนี้ได้ เพราะจะทำให้ถูกตำหนิว่าเป็นคน ไม่ดี”  ซึ่งทำให้การริยาอ์ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายเพื่อให้เขาได้รับการยกย่องจากผู้คน 

           
ดังนั้น แรงจูงใจแห่งริยาอ์ในตัวบางคนจึงมีการวิวัฒนาการ จนสามารถสร้างพฤติกรรมที่เกิดจากแรงจูงใจนี้อย่างซับซ้อนจนตามแทบไม่ทัน ...

วาระซ่อนเร้นแห่งริยาอ์จึงก่อเกิดขึ้นมาภายใต้พฤติกรรมที่ซับซ้อน ดังที่ชัยคุล อิสลาม อิบนุ ตัยมียะฮฺ ได้กล่าวถึงพฤติกรรมของคนบางคนที่เสแสร้งรันทดใจทุกข์โศกต่อความเลวร้ายของพี่น้องมุสลิม หรือตำหนิคนไม่เคร่ง โดยมีวาระซ่อนเร้นก็เพื่อยกตัวเองว่าเป็นคนดีเท่านั้นเอง

          
วาระซ่อนเร้นประเภทนี้อาจถูกแสดงออกผ่านคำพูดที่แอบแฝงนานา อาทิเช่น พี่น้องของเราน่าสงสารจริง ละหมาดก็ไม่ค่อยถูก อ่านกุรอานก็ยังแย่อยู่” “ขออัลลอฮฺยกโทษให้กับเขาและกับเราด้วยเถิด” 

          
คำพูดเหล่านี้สามารถเกิดจากคนที่จริงใจก็ได้ หากเขากล่าวไปด้วยแรงจูงใจแบบเตาฮีด แต่หากเขากระทำไปเพียงเพื่อตำหนิคนอื่น เพื่อทำให้ตัวเองสูงส่งขึ้น นั่นคือพฤติกรรมที่มาจากแรงจูงใจแห่งริยาอ์ 

          
แรงจูงใจจึงใช้ตัดสินการยอมรับพฤติกรรมนั้นๆ  อัลลอฮฺ มิใช่ภาพภายนอกของพฤติกรรม ท่านนบีได้กล่าวว่า แท้จริงการกระทำต่างๆนั้นขึ้นกับเจตนา...” 

วาระซ่อนเร้นแห่งริยาอ์ยังก่อให้เกิดความผิดพลาดในการลำดับความสำคัญในการทำงานอิสลาม เพราะแรงจูงใจแห่งริยาอ์ได้ผลักดันให้นักทำงานสนใจแต่ประเด็นที่มีชื่อเสียงหรือความดีที่สังคมเชิดชู  การเคลื่อนไหวเพื่อให้คนไม่มีความรู้ความเข้าใจอิสลามได้เรียนรู้อิสลาม หรืองานสอนอัลกุรอานให้คนที่ยังอ่านไม่ได้ จึงมักถูกละเลย มิหนำซ้ำอาจถูกกล่าวหาว่า ทำงานง่ายๆพี้นๆ แต่กิจกรรมที่รวมคนเยอะๆหรือได้ขึ้นเวที ได้พูดโชว์วิสัยทัศน์กัน กลับได้รับความนิยมอย่างยิ่ง 

           
แนวโน้มของพฤติกรรมในองค์กรจำนวนไม่น้อยกลับเป็นอย่างนี้ และมันเป็นเรื่องที่อันตรายยิ่งหากมันถูกผลักดันมาจากวาระซ่อนเร้นแห่งริยาอ์ที่อยู่ภายในหัวใจ  ดังคำเตือนที่หนักหน่วงของท่านนบีที่มีต่อผู้รู้(อาเหล่ม) นักอ่านอัลกุรอาน(กอรี) นักต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ และนักบริจาค ที่ถูกสอบสวนแล้วพบว่าไม่ได้กระทำไปเพื่ออัลลอฮฺ พระองค์จึงสั่งให้ ....ลากเอาหน้าครูดไปกับพื้น จนกระทั่งเขาถูกโยนลงสู่นรก...

           
สาเหตุของมันก็เนื่องมาจากพฤติกรรมของบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งหน้าที่อันดีงามข้างต้นไม่ได้กระทำไปเพราะแรงจูงใจแห่งเตาฮีด แต่เกิดจากวาระซ่อนเร้นแห่งริยาอ์

การมีชีวิตที่ละเลย เพิกเฉยต่อการแรงจูงใจแบบเตาฮีด และได้ปล่อยให้วาระซ่อนเร้นแห่งริยาอ์ก่อตัวขึ้นจนครอบงำความคิดและสติปัญญานั้น บั้นปลายของพฤติกรรมแห่งความดีงามทั้งหมดที่กระทำไว้ ก็จะเหลือเพียงภาพลวงตาเท่านั้นเอง  

          
แรงจูงใจแห่งริยาอ์จึงเป็นสิ่งที่น่ากลัวดังที่ท่านนบีฯ ได้กล่าวไว้จริงๆ เพราะ มันไม่ได้มีมาตรฐานทางพฤติกรรมที่ชัดเจนในการวัดว่าใครมีริยาอ์หรือไม่มี แม้แต่ตัวอย่างพฤติกรรมข้างต้นก็ไม่ใช่มาตรฐานในการวัดที่แน่นอน  
  
            ดังนั้น ความยุ่งยากของเรื่องริยาอ์ก็คือมันเป็นแรงจูงใจที่อยู่ภายใน ซึ่งไม่อาจตรวจสอบคนอื่นได้ จะต้องตรวจสอบตัวเอง(มุหาสะบะตุนนัฟซ)เท่านั้น และต้องอาศัยการตรวจสอบที่ยุติธรรมและซื่อสัตย์ตลอดเวลา การตรวจสอบผิวเผินก็อาจไม่พบมันเช่นกัน  

ผู้คนทุกวันนี้ขาดการตระหนักว่า ชีวิตที่ดำรงไว้ซึ่งแรงจูงใจแห่งเตาฮีดนั้น ต้องอาศัยความรู้ที่กระจ่างชัดและมั่นใจต่ออำนาจของอัลลอฮฺ ต้องเป็นชีวิตที่อาศัยระบอบเบ้าที่หลอมแรงจูงใจภายในให้เป็นแบบเตาฮีดอยู่อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เป็นระบอบที่สกัดกั้นช่องทางต่างๆที่เปิดให้แรงจูงใจที่อันตรายไหลเข้าสู่หัวใจ 

          
ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ทะนงในตัวเอง จนถึงกล้าประกาศให้สาธารณชนทราบอยู่บ่อยๆว่า นี่นะผมทำด้วยความบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮฺหรืออาจซ่อนเร้นด้วยการชอบประกาศว่า ผมกลัวริยาอ์เหลือเกินพี่น้องครับ ผมกลัวการงานของฉันจะไม่ถูกตอบรับ

...............................................